คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2548 ฉบับเต็ม

#271442
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2548 นายชัยรัตน์ สิริเศรษฐนนท์ โจทก์ นางสาวสุพรรณี สระบัวทอง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 55, มาตรา 131 (2), มาตรา 151 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ เพราะเห็นว่าการที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดินคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคำสั่งของศาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28565 ซึ่งด้านทิศตะวันตกอยู่ติดที่ดินของโจทก์ แต่ในการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยโดยเขียนรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 28565 ของจำเลยให้ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 319 ของโจทก์ หากการบังคับจำเลยเป็นการขัดข้องให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์ หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความแพ่ง มาตรา 151วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การนำคดีมาสู่ศาลนั้นมีกฎหมายที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 ลักษณะ คือ กฎหมายวิธีสบัญญัติและกฎหมายสารบัญญัติ และในการสั่งรับฟ้องของศาลนั้นก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าคำฟ้องนั้น ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือไม่ เพราะกฎหมายวิธีสบัญญัติได้กำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่าง ๆ ในการนำคดีขึ้นสู่ศาลให้คู่ความต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น ที่มีบัญญัติไว้ให้ศาลตรวจคำคู่ความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ก็ดี สิทธิที่จะเสนอคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ก็ดี หรือสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาก็ดี ล้วนเป็นขั้นตอนแรกก่อนที่ศาลจะพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีโดยอาศัยกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งบัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ในแต่ละกรณีไว้ สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ การที่ศาลชั้นต้นตรวจดูคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดินนั้น พอถือได้ว่าได้วินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลโดยใช้กฎหมายสารบัญญัติแล้ว มิใช่ขั้นตอนตรวจคำฟ้องว่าโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือไม่ และที่ศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปใจความว่าการแจ้งความเท็จของจำเลยไม่มีผลทำให้โจทก์เสียหายตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก็เท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายสารบัญญัติแล้วเช่นกัน สรุปได้ว่า กรณีตามคำฟ้องยังไม่เป็นเหตุตามกฎหมายสารบัญญัติที่โจทก์จะมาฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ แต่การที่ศาลฎีกาลงท้ายว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แล้วปรับด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เท่ากับเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยใช้กฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการยื่นคำฟ้อง จึงไม่สนิทใจว่าจะตรงเรื่องหรือไม่ อนึ่ง เงื่อนไขในการยื่นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ว่า ต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งนั้นน่าจะจำกัดอยู่เพียงว่าได้เกิดมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายขึ้นเท่านั้นไม่ใช่ลงลึกไปถึงว่าข้อโต้แย้งนั้นมีกฎหมายรองรับหรือสามารถบังคับให้ตามคำขอได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลต้องมีคำวินิจฉัยโดยปรับใช้กฎหมายสารบัญญัติต่อไป ฉะนั้น ด้วยความเคารพ เห็นว่า คดีนี้เมื่อโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยไปแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับเขตติดต่อของที่ดินในการขอออกโฉนด ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินของจำเลย เท่ากับมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ส่วนจะมีกฎหมายแพ่งรองรับให้โจทก์บังคับจำเลยได้ตามที่โจทก์ขอหรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้กฎหมายสารบัญญัติปรับกับคดีต่อไป มิใช่นำกฎหมายวิธีสบัญญัติมาปฏิเสธหรือยกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271442
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031651"
    }
}
date
2548
deka_no
3267/2548
deka_running_no
3267
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 55",
            "ม. 131 (2)",
            "ม. 151"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัยรัตน์ สิริเศรษฐนนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุพรรณี สระบัวทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28565 ซึ่งด้านทิศตะวันตกอยู่ติดที่ดินของโจทก์ แต่ในการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยโดยเขียนรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 28565 ของจำเลยให้ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 319 ของโจทก์ หากการบังคับจำเลยเป็นการขัดข้องให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์ หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความแพ่ง มาตรา 151วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การนำคดีมาสู่ศาลนั้นมีกฎหมายที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 ลักษณะ คือ กฎหมายวิธีสบัญญัติและกฎหมายสารบัญญัติ และในการสั่งรับฟ้องของศาลนั้นก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าคำฟ้องนั้น ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือไม่ เพราะกฎหมายวิธีสบัญญัติได้กำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่าง ๆ ในการนำคดีขึ้นสู่ศาลให้คู่ความต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น ที่มีบัญญัติไว้ให้ศาลตรวจคำคู่ความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ก็ดี สิทธิที่จะเสนอคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ก็ดี หรือสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาก็ดี ล้วนเป็นขั้นตอนแรกก่อนที่ศาลจะพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีโดยอาศัยกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งบัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ในแต่ละกรณีไว้ สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ การที่ศาลชั้นต้นตรวจดูคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดินนั้น พอถือได้ว่าได้วินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลโดยใช้กฎหมายสารบัญญัติแล้ว มิใช่ขั้นตอนตรวจคำฟ้องว่าโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือไม่ และที่ศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปใจความว่าการแจ้งความเท็จของจำเลยไม่มีผลทำให้โจทก์เสียหายตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก็เท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายสารบัญญัติแล้วเช่นกัน สรุปได้ว่า กรณีตามคำฟ้องยังไม่เป็นเหตุตามกฎหมายสารบัญญัติที่โจทก์จะมาฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ แต่การที่ศาลฎีกาลงท้ายว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แล้วปรับด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เท่ากับเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยใช้กฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการยื่นคำฟ้อง จึงไม่สนิทใจว่าจะตรงเรื่องหรือไม่ อนึ่ง เงื่อนไขในการยื่นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ว่า ต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งนั้นน่าจะจำกัดอยู่เพียงว่าได้เกิดมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายขึ้นเท่านั้นไม่ใช่ลงลึกไปถึงว่าข้อโต้แย้งนั้นมีกฎหมายรองรับหรือสามารถบังคับให้ตามคำขอได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลต้องมีคำวินิจฉัยโดยปรับใช้กฎหมายสารบัญญัติต่อไป ฉะนั้น ด้วยความเคารพ เห็นว่า คดีนี้เมื่อโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยไปแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับเขตติดต่อของที่ดินในการขอออกโฉนด ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินของจำเลย เท่ากับมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ส่วนจะมีกฎหมายแพ่งรองรับให้โจทก์บังคับจำเลยได้ตามที่โจทก์ขอหรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้กฎหมายสารบัญญัติปรับกับคดีต่อไป มิใช่นำกฎหมายวิธีสบัญญัติมาปฏิเสธหรือยกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000820.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548