คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4327/2548 ฉบับเต็ม

#271483
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4327/2548 ร้อยตำรวจเอกเผดิมสิทธิ์ พุทธิมิตร โจทก์ บริษัทพี แอนด์ วี จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 งานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่จำเลยรับจ้างทำเป็นปกติธุรกิจของจำเลยไม่ใช่งานที่ทำเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือถือเอาความสำเร็จของงานตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสุดท้าย จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในงานดังกล่าว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดหรือกระทำการอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 118 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 3 ปี ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และสัญญาจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่างานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวมีกำหนดการสิ้นสุด และสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงตามกำหนดเวลาในสัญญา การเลิกจ้างเป็นไปโดยผลของสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ เห็นว่า งานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่จำเลยรับจ้างทำเป็นปกติธุรกิจของจำเลย ไม่ใช่งานที่ทำเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือถือเอาความสำเร็จของงานตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสุดท้าย จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในงานดังกล่าว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดหรือกระทำการอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อันจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 118 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญาจ้างเมื่อไรนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง จึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกันที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-วิชัย วิวิตเสวี-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่อง การจ้างงานที่มีกำหนดเวลาแน่นอนและนายจ้างเลิกจ้างภายในกำหนดเวลานั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย อันเป็นข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนั้น 1. นายจ้างได้ตกลงจ้างลูกจ้างทำงานเป็นหนังสือ 2. สัญญาจ้างนั้นมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน 3. งานตามสัญญาจ้างนั้นมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี นับแต่เวลาเริ่มทำสัญญาจ้าง 4. งานตามสัญญาจ้างนั้น ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 กรณี 4.1 งานโครงการที่ไม่ใช่ปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง 4.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดของงานที่แน่นอน 4.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น 5. นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างตามกำหนดเวลาที่ตกลงว่าจ้าง คดีนี้แม้จำเลยจะจ้างโจทก์ทำงานโดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน แต่มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันเริ่มจ้าง และงานที่จำเลยจ้างโจทก์นั้นเป็นงานที่เป็นปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะยกเว้นไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้ายดังกล่าว รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271483
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030358"
    }
}
date
2548
deka_no
4327/2548
deka_running_no
4327
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ร้อยตำรวจเอกเผดิมสิทธิ์ พุทธิมิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพี แอนด์ วี จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 3 ปี ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และสัญญาจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่างานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวมีกำหนดการสิ้นสุด และสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงตามกำหนดเวลาในสัญญา การเลิกจ้างเป็นไปโดยผลของสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ เห็นว่า งานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่จำเลยรับจ้างทำเป็นปกติธุรกิจของจำเลย ไม่ใช่งานที่ทำเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือถือเอาความสำเร็จของงานตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสุดท้าย จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในงานดังกล่าว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดหรือกระทำการอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อันจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 118 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญาจ้างเมื่อไรนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง จึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกันที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่อง การจ้างงานที่มีกำหนดเวลาแน่นอนและนายจ้างเลิกจ้างภายในกำหนดเวลานั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย อันเป็นข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนั้น 1. นายจ้างได้ตกลงจ้างลูกจ้างทำงานเป็นหนังสือ 2. สัญญาจ้างนั้นมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน 3. งานตามสัญญาจ้างนั้นมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี นับแต่เวลาเริ่มทำสัญญาจ้าง 4. งานตามสัญญาจ้างนั้น ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 กรณี 4.1 งานโครงการที่ไม่ใช่ปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง 4.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดของงานที่แน่นอน 4.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น 5. นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างตามกำหนดเวลาที่ตกลงว่าจ้าง คดีนี้แม้จำเลยจะจ้างโจทก์ทำงานโดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน แต่มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันเริ่มจ้าง และงานที่จำเลยจ้างโจทก์นั้นเป็นงานที่เป็นปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะยกเว้นไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้ายดังกล่าว รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000808.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548