คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2548 ฉบับเต็ม

#271526
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2548 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายจิรวัฒน์หรืออู๊ด ทองศรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 33, มาตรา 38 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง และพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ระงับลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 38 จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวกันและระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์กระบะของกลาง ส่วนโทรศัพท์มือถือของกลางทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้ จึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงไม่อาจริบได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและถูกทำร้ายร่างกายจนต้องรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง และพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (พรเพชร วิชิตชลชัย-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271526
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030262"
    }
}
date
2548
deka_no
4418/2548
deka_running_no
4418
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33",
            "ม. 38"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจิรวัฒน์หรืออู๊ด ทองศรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวกันและระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์กระบะของกลาง ส่วนโทรศัพท์มือถือของกลางทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้ จึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงไม่อาจริบได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและถูกทำร้ายร่างกายจนต้องรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง และพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000807.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548