คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2548 ฉบับเต็ม

#271555
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2548 พนักงานอัยการจังหวัดตราด โจทก์ นายประสพ เอมโอช จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 221 ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติหรือวางหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้ อ. ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก การที่ อ. ไม่สั่งคำร้องดับกล่าว แต่กลับส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ ท. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องเป็นผู้พิจารณาดังนั้น แม้ ท. จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาจให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้ อ. เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 25, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคท้าย อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และอาวุธปืนนั้นโดยสภาพมีอานุภาพไม่ร้ายแรง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาต จำคุก 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อ รับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือจำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้นายอนุวัตร ขุนทอง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก แต่นายอนุวัตร กลับไม่สั่งคำร้องดังกล่าวแต่ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณา ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้อง ดังนั้น แม้นายทวีศักดิ์จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่เพราะต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นายอนุวัตรเท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ" จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการรับรองหรือไม่รับรองประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-พรเพชร วิชิตชลชัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ หลักการรับรองให้ฎีกานั้นมีมาตั้งแต่เริ่มปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเดิมคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 2 ชั่ง มีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา แต่ถ้ามีเนติบัณฑิตกว่า 2 นายลงชื่อเห็นชอบด้วยว่าเป็นคดีที่ควรทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ก็อนุญาตให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 463 ร.ศ. 122 ฎีกาบางเรื่อง หน้า 443) กฎหมายในที่นี้ หมายถึงประกาศเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา วันที่ 4 กันยายน ร.ศ. 114 ต่อมาพระราชบัญญัติอุทธรณ์ ศก 123 มาตรา 2 ห้ามไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เว้นแต่จะมีชื่อผู้รับรองให้ถูกต้อง เช่น สมุหเทศาภิบาล (ฎีกาที่ 215/2456 มโนสาร หน้า 327) จากนั้นกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการรับรองก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224, 248 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี, 221 หลักการสำคัญก็คือ การที่มีผู้รับรองแสดงว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรได้รับการทบทวนวินิจฉัยจากศาลสูงอีกชั้นหนึ่ง แต่เดิมไม่มีกฎหมายกำหนดแบบพิธีปฏิบัติในเรื่องการขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาว่าจะต้องทำอย่างไร ที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติมากก็คือ ท่านผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองได้ย้ายไปศาลอื่นเสียแล้ว ทางปฏิบัติมีทั้งเสนอฎีกาพร้อมคำร้องเป็นทางการผ่านศาลชั้นต้น เพื่อจัดส่งไปให้ท่านผู้พิพากษารับรองหรืออาจจะนำฎีกาไปพบท่านผู้พิพากษาเพื่อให้ท่านรับรองโดยตรงก่อนแล้วจึงนำมายื่นต่อศาล หลังจากมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 แก้ไขมาตรา 224 และ 248 กำหนดรูปแบบหรือพีธีการ (process) ให้ผู้อุทธรณ์หรือฎีกายื่นคำร้องถึงผู้พิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรองต่อไป ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษารับรองจึงต้องทำผ่านศาลชั้นต้นเป็นทางการ จะถือไปให้ท่านผู้พิพากษารับรองก่อนแล้วนำมายื่น จึงทำไม่ได้เสียแล้ว รูปแบบและพีธีการนี้ได้นำมาอนุโลมใช้ในคดีอาญาด้วย ดังฎีกาที่บันทึกฉบับนี้ คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องระบุชื่อผู้พิพากษามาเพียงผู้เดียว แต่ผู้พิพากษาท่านนี้กลับไม่สั่งคำร้องและส่งต่อไปให้ผู้พิพากษาท่านอื่นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน แต่มิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุมาในคำร้อง แม้ท่านจะรับรองให้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ชอบ ด้วยความเคารพผู้บันทึกเห็นว่า แม้คำร้องจะระบุชื่อผู้พิพากษาเพียงท่านเดียว แต่เมื่อท่านไม่ส่งกลับส่งต่อไปยังท่านอื่น ก็มีความหมายอยู่ในตัวว่าท่านไม่รับรอง จึงส่งต่อให้ผู้พิพากษาท่านอื่นรับรอง เมื่อผู้พิพากษาท่านอื่นรับรองต่อมาก็น่าจะถือว่าชอบแล้ว การตีความเช่นนี้เป็นการตีความเป็นคุณเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติดีกว่าตีความให้สิ้นผลจะถือว่าเมื่อไม่ใช่ท่านผู้พิพากษาที่จำเลยประสงค์ขอให้รับรองเท่ากับจำเลยไม่ประสงค์จะฎีกาเสียแล้วดูจะห่างไกลจากความยุติธรรมไปหน่อย การที่จำเลยฎีกาก็แสดงอยู่ในตัวว่าคงหวังศาลฎีกาเป็นที่พึ่งสุดท้าย เป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีในศาลดีกว่าไปตัดรอนด้วยเหตุผลทางเทคนิค ไม่ต่างอะไรกับคดีอาญาที่บางข้อหาขาดอายุความไปแล้ว แต่ศาลล่างยังลงโทษจำเลยในข้อหานี้ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกายังมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในข้อหาที่ขาดอายุความแล้วได้ (ดู ฎีกาที่ 1533/2548 ส. 2/127) มิได้ตีความไปในทำนองว่าเมื่อมิได้ยกขึ้นว่ามาก็เท่ากับไม่ติดใจแล้ว ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271555
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031657"
    }
}
date
2548
deka_no
3248/2548
deka_running_no
3248
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 221"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตราด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสพ เอมโอช"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 25, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคท้าย อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และอาวุธปืนนั้นโดยสภาพมีอานุภาพไม่ร้ายแรง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาต จำคุก 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อ รับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือจำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้นายอนุวัตร ขุนทอง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก แต่นายอนุวัตร กลับไม่สั่งคำร้องดังกล่าวแต่ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณา ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้อง ดังนั้น แม้นายทวีศักดิ์จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่เพราะต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นายอนุวัตรเท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการรับรองหรือไม่รับรองประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หลักการรับรองให้ฎีกานั้นมีมาตั้งแต่เริ่มปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเดิมคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 2 ชั่ง มีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา แต่ถ้ามีเนติบัณฑิตกว่า 2 นายลงชื่อเห็นชอบด้วยว่าเป็นคดีที่ควรทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ก็อนุญาตให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 463 ร.ศ. 122 ฎีกาบางเรื่อง หน้า 443) กฎหมายในที่นี้ หมายถึงประกาศเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา วันที่ 4 กันยายน ร.ศ. 114 ต่อมาพระราชบัญญัติอุทธรณ์ ศก 123 มาตรา 2 ห้ามไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เว้นแต่จะมีชื่อผู้รับรองให้ถูกต้อง เช่น สมุหเทศาภิบาล (ฎีกาที่ 215/2456 มโนสาร หน้า 327) จากนั้นกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการรับรองก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224, 248 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี, 221 หลักการสำคัญก็คือ การที่มีผู้รับรองแสดงว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรได้รับการทบทวนวินิจฉัยจากศาลสูงอีกชั้นหนึ่ง แต่เดิมไม่มีกฎหมายกำหนดแบบพิธีปฏิบัติในเรื่องการขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาว่าจะต้องทำอย่างไร ที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติมากก็คือ ท่านผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองได้ย้ายไปศาลอื่นเสียแล้ว ทางปฏิบัติมีทั้งเสนอฎีกาพร้อมคำร้องเป็นทางการผ่านศาลชั้นต้น เพื่อจัดส่งไปให้ท่านผู้พิพากษารับรองหรืออาจจะนำฎีกาไปพบท่านผู้พิพากษาเพื่อให้ท่านรับรองโดยตรงก่อนแล้วจึงนำมายื่นต่อศาล หลังจากมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 แก้ไขมาตรา 224 และ 248 กำหนดรูปแบบหรือพีธีการ (process) ให้ผู้อุทธรณ์หรือฎีกายื่นคำร้องถึงผู้พิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรองต่อไป ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษารับรองจึงต้องทำผ่านศาลชั้นต้นเป็นทางการ จะถือไปให้ท่านผู้พิพากษารับรองก่อนแล้วนำมายื่น จึงทำไม่ได้เสียแล้ว รูปแบบและพีธีการนี้ได้นำมาอนุโลมใช้ในคดีอาญาด้วย ดังฎีกาที่บันทึกฉบับนี้ คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องระบุชื่อผู้พิพากษามาเพียงผู้เดียว แต่ผู้พิพากษาท่านนี้กลับไม่สั่งคำร้องและส่งต่อไปให้ผู้พิพากษาท่านอื่นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน แต่มิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุมาในคำร้อง แม้ท่านจะรับรองให้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ชอบ ด้วยความเคารพผู้บันทึกเห็นว่า แม้คำร้องจะระบุชื่อผู้พิพากษาเพียงท่านเดียว แต่เมื่อท่านไม่ส่งกลับส่งต่อไปยังท่านอื่น ก็มีความหมายอยู่ในตัวว่าท่านไม่รับรอง จึงส่งต่อให้ผู้พิพากษาท่านอื่นรับรอง เมื่อผู้พิพากษาท่านอื่นรับรองต่อมาก็น่าจะถือว่าชอบแล้ว การตีความเช่นนี้เป็นการตีความเป็นคุณเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติดีกว่าตีความให้สิ้นผลจะถือว่าเมื่อไม่ใช่ท่านผู้พิพากษาที่จำเลยประสงค์ขอให้รับรองเท่ากับจำเลยไม่ประสงค์จะฎีกาเสียแล้วดูจะห่างไกลจากความยุติธรรมไปหน่อย การที่จำเลยฎีกาก็แสดงอยู่ในตัวว่าคงหวังศาลฎีกาเป็นที่พึ่งสุดท้าย เป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีในศาลดีกว่าไปตัดรอนด้วยเหตุผลทางเทคนิค ไม่ต่างอะไรกับคดีอาญาที่บางข้อหาขาดอายุความไปแล้ว แต่ศาลล่างยังลงโทษจำเลยในข้อหานี้ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกายังมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในข้อหาที่ขาดอายุความแล้วได้ (ดู ฎีกาที่ 1533/2548 ส. 2/127) มิได้ตีความไปในทำนองว่าเมื่อมิได้ยกขึ้นว่ามาก็เท่ากับไม่ติดใจแล้ว ประทีป อ่าววิจิตรกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000820.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548