คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4878/2548 ฉบับเต็ม

#271629
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4878/2548 บริษัทไทยโพลา จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 40 (2) (8), มาตรา 79 วรรคสาม (1) ในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าผู้ขายปลีกโดยหักส่วนลดทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากรฯ มิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อส่วนลดที่โจทก์หักออกจากราคาสินค้าไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่ง ป.รัษฎากรฯ จึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออก ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2540 ถึง 2542 โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการขายสินค้าโดยวิธีขายตรงให้แก่ลูกค้า โดยผ่านผู้จำหน่ายในระดับต่าง ๆ ของโจทก์ และส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ผู้จำหน่ายในอัตราต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ในฐานะผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยให้ถูกต้องครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายโจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ งดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้โจทก์ จำเลยให้การว่า ธุรกิจของโจทก์มีลักษณะเป็นธุรกิจในระบบขายตรง ไม่ใช่การประกอบกิจการในลักษณะซื้อขายสินค้าเสร็จเด็ดขาด ผู้จำหน่ายอิสระเป็นตัวแทนเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกที่โจทก์กำหนดไว้ในแค็ตตาล็อก แต่ผู้จำหน่ายอิสระจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับที่หักส่วนลดแล้วโดยส่วนลดนี้ผู้จำหน่ายอิสระเป็นผู้ได้รับไป ส่วนลดดังกล่าวเป็นค่าตอบแทน หรือค่าจ้างที่ผู้จำหน่ายอิสระและสมาชิกได้รับจากโจทก์ตามอัตราและข้อกำหนดในสัญญาและใบสมัครสมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นธุรกิจขายตรง เข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์อยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินได้จำนวนดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้ทำการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลย โจทก์มีการออกใบกำกับภาษีขายในมูลค่าสินค้าหักด้วยส่วนลด เป็นเหตุให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) แสดงยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีลูกค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่าตัวแทนจำหน่ายสินค้าหรือผู้จำหน่ายอิสระหรือลูกค้าขายปลีก ลูกค้าประเภทนี้จะมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 30,000 บาท ส่วนอีกลักษณะหนึ่งจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท ลูกค้าของโจทก์ประเภทนี้โจทก์จะให้ส่วนลดในการจำหน่ายสินค้าในอัตราร้อยละ 40 และหากลูกค้าประเภทนี้มียอดขายถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าประเภทที่ 2 คือสมาชิกขาย ลูกค้าประเภทนี้จะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท โจทก์จะขายสินค้าให้ลูกค้าประเภทนี้โดยให้ส่วนลดร้อยละ 20 และหากมีการจำหน่ายสินค้าถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ในการจ่ายส่วนลดข้างต้นให้แก่ลูกค้าทั้งสองประเภทโจทก์ไม่ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกค้าที่ได้รับส่วนลดไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร และในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ โจทก์ได้หักส่วนลดดังกล่าวออกจากราคาที่กำหนดและนำมูลค่าสินค้าหลังจากหักส่วนลดมาเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบ ภ.พ. 30 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ส่วนลดชั้นแรกที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกของโจทก์เป็นเงินได้ของลูกค้าของโจทก์ประเภทเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จะต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดในทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรมิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์เช่นนี้ก็ไม่ตรงกับกรณีประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยตามที่จำเลยอ้าง เนื่องจากการประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้วินิจฉัยมีหลักเกณฑ์ในข้อที่ 2(4) ว่า ในการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ผู้จำหน่ายทุกระดับจะต้องจ่ายเงินสดในการซื้อเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกตามที่บริษัทขายตรงกำหนดทุกครั้ง โดยไม่มีการหักค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ให้ส่วนลดไปตั้งแต่ต้น นอกจากนั้นตามข้อ 3(4) ในเรื่องผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับก็ไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายเดือนโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้จำหน่ายแต่โจทก์หักส่วนลดให้ทันที อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่โจทก์นำราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดแล้วมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าส่วนลดดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ดังนั้น จึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) บัญญัติว่า มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้า และได้หักส่วนลดออกจากราคาสินค้า โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ซึ่งในกรณีของโจทก์ก็ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้า ดังนั้น ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (องอาจ โรจนสุพจน์-ทองหล่อ โฉมงาม-คมวุฒ บุรีธนวัต) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ผลของการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าก็คือลูกค้าซื้อสินค้าได้ในราคาถูก จึงมีข้อพิจารณาว่าส่วนลดที่ลูกค้าได้รับในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้าหรือไม่ ถ้าไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนลดนั้น ไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้ขายมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากส่วนลดนั้นหรือไม่ เพราะกรณีที่จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต้องเป็นกรณีที่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น แต่ถ้าถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียภาษี จึงต้องพิจารณาว่าส่วนลดนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดอยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ เพราะมิใช่เงินได้พึงประเมินทุกประเภทจะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย คำว่า "เงินได้พึงประเมิน" นั้น มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้คำนิยามไว้ว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย" จากคำนิยามดังกล่าวประโยชน์ที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินด้วย การที่ลูกค้าได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้าได้รับประโยชน์ แต่การที่ลูกค้าได้รับประโยชน์เกิดจากคำเสนอและคำสนองของผู้ขายและผู้ซื้อที่จะซื้อขายกันในราคาที่หักส่วนลดแล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ซื้อได้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวเหมือนกรณีการให้โดยเสน่หาหรือการปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ขายก็ได้รับประโยชน์ด้วยคือสามารถขายสินค้าได้ หากถือว่าส่วนลดจากการขายสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้าแล้ว ลูกค้าทุกรายที่ซื้อสินค้าได้ในราคาถูกก็ต้องเสียภาษีเป็นเหตุทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินในการซื้อสินค้ามากกว่าราคาที่ตกลงกับผู้ขาย เท่ากับรัฐเก็บภาษีเงินได้ทั้งจากผู้ขายและผู้ซื้อ ทั้ง ๆ ที่ผู้มีเงินได้คือผู้ขาย เป็นเหตุทำให้ผู้ซื้อต้องเสียทั้งภาษีทางตรง (Direct Tax) คือภาษีเงินได้และภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาระแก่ลูกค้ามาก การที่ลูกค้าได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าจึงไม่ควรถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้า แม้กรมสรรพากรจะเคยมีหนังสือตอบข้อหารือถึงประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามหนังสือ "ลับ" ที่ กค. 0811/632 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ว่ากรณีซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาหรือค่าอันพึงมี ผลต่างระหว่างราคาหรือค่าอันพึงมีกับราคาซื้อเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 31 มกราคม 2549 หน้า 2) แต่ต่อมาก็มีหนังสือตอบข้อหารือที่ กค. 0709.31/18325 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ว่า "การซื้อหุ้นในการต่ำกว่าราคาตลาด ส่วนต่างไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39" (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 มกราคม 2549 หน้า 2) กรมสรรพากรได้ให้เหตุผลในการที่ไม่ถือว่าส่วนต่างเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไว้ว่า "การซื้อทรัพย์สินโดยปกติจะมีราคาตลาดสำหรับซื้อทรัพย์สินนั้นโดยราคาตลาดจะมีหลายราคา หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้เองหรือเป็นผู้บริโภค ผู้ซื้อจะซื้อตามราคาขายปลีก หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปขายซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อจะต้องซื้อในราคาต่ำ โดยอาจซื้อตามราคาตลาดที่เป็นของผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง ดังนั้น ทรัพย์สินชนิดเดียวกันอาจมีราคาซื้อแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ซื้อซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่ว ๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ราคาซื้อดังกล่าวถูกกว่าราคาตลาด เช่น การส่งเสริมการขาย สินค้าตกรุ่น เลหลังสินค้า เลิกกิจการ ขายทอดตลาด ความพอใจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่ว ๆ ไปตามมาตรา 453 การซื้อขายในลักษณะดังกล่าว จะเป็นเรื่องของทุนซึ่งกระทบต่อจำนวนเงินของผู้ซื้อที่มีอยู่ ทั้งจำนวนเงินที่เหลืออยู่และที่ได้จ่ายไป ดังนั้น ไม่ว่าการซื้อทรัพย์สินผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาดหรือซื้อในราคาถูกกว่าราคาตลาดผู้ซื้อต้องเสียเงินสำหรับการซื้อตามจำนวนมากน้อยตามราคาที่ตกลงกัน การที่ผู้ซื้อซื้อทรัพย์สินได้ในราคาถูกจะทำให้เหลือเป็นเงินมากกว่าที่ซื้อทรัพย์สินในราคาปกติเงินที่เหลือดังกล่าวไม่ว่าจะเหลือมากน้อยเท่าใดก็เป็นเงินของผู้ซื้อเอง เป็นเรื่องของทุนมิใช่เงินที่ผู้ซื้อได้รับหรือเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากผู้อื่นแต่อย่างใดด้วยเหตุผลข้างต้น การซื้อทรัพย์สินในราคาถูกไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 เช่นเดียวกับส่วนลดปกติและส่วนลดพิเศษที่ลดให้ทันที เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด" (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2549 หน้า 2) เมื่อส่วนลดที่ผู้ขายให้แก่ผู้ซื้อในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เพราะดังกล่าวแล้วกรณีที่จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต้องเป็นกรณีที่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น กรณีนี้ไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นทางด้านผู้ซื้อ ผู้ขายจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย การที่ศาลฎีกาพิจารณาว่าส่วนลดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือมาตรา 40(8) จึงเป็นการพิจารณาข้ามขั้นตาม ศาลฎีกาควรพิจารณาก่อนว่าส่วนลดเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ การพิจารณาเช่นนี้ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจกระทำได้ เพราะแม้ประเด็นในชั้นศาลฎีกาจะมีว่าส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าจะถือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) ที่โจทก์จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 หรือไม่ แต่ปัญหาว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271629
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029943"
    }
}
date
2548
deka_no
4878/2548
deka_running_no
4878
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "คมวุฒ บุรีธนวัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 40 (2) (8)",
            "ม. 79 วรรคสาม (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยโพลา จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2540 ถึง 2542 โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการขายสินค้าโดยวิธีขายตรงให้แก่ลูกค้า โดยผ่านผู้จำหน่ายในระดับต่าง ๆ ของโจทก์ และส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ผู้จำหน่ายในอัตราต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ในฐานะผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยให้ถูกต้องครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายโจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ งดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้โจทก์

จำเลยให้การว่า ธุรกิจของโจทก์มีลักษณะเป็นธุรกิจในระบบขายตรง ไม่ใช่การประกอบกิจการในลักษณะซื้อขายสินค้าเสร็จเด็ดขาด ผู้จำหน่ายอิสระเป็นตัวแทนเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกที่โจทก์กำหนดไว้ในแค็ตตาล็อก แต่ผู้จำหน่ายอิสระจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับที่หักส่วนลดแล้วโดยส่วนลดนี้ผู้จำหน่ายอิสระเป็นผู้ได้รับไป ส่วนลดดังกล่าวเป็นค่าตอบแทน หรือค่าจ้างที่ผู้จำหน่ายอิสระและสมาชิกได้รับจากโจทก์ตามอัตราและข้อกำหนดในสัญญาและใบสมัครสมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นธุรกิจขายตรง เข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์อยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินได้จำนวนดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้ทำการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลย โจทก์มีการออกใบกำกับภาษีขายในมูลค่าสินค้าหักด้วยส่วนลด เป็นเหตุให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) แสดงยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีลูกค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่าตัวแทนจำหน่ายสินค้าหรือผู้จำหน่ายอิสระหรือลูกค้าขายปลีก ลูกค้าประเภทนี้จะมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 30,000 บาท ส่วนอีกลักษณะหนึ่งจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท ลูกค้าของโจทก์ประเภทนี้โจทก์จะให้ส่วนลดในการจำหน่ายสินค้าในอัตราร้อยละ 40 และหากลูกค้าประเภทนี้มียอดขายถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าประเภทที่ 2 คือสมาชิกขาย ลูกค้าประเภทนี้จะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท โจทก์จะขายสินค้าให้ลูกค้าประเภทนี้โดยให้ส่วนลดร้อยละ 20 และหากมีการจำหน่ายสินค้าถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ในการจ่ายส่วนลดข้างต้นให้แก่ลูกค้าทั้งสองประเภทโจทก์ไม่ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกค้าที่ได้รับส่วนลดไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร และในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ โจทก์ได้หักส่วนลดดังกล่าวออกจากราคาที่กำหนดและนำมูลค่าสินค้าหลังจากหักส่วนลดมาเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบ ภ.พ. 30 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ส่วนลดชั้นแรกที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกของโจทก์เป็นเงินได้ของลูกค้าของโจทก์ประเภทเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จะต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดในทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรมิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์เช่นนี้ก็ไม่ตรงกับกรณีประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยตามที่จำเลยอ้าง เนื่องจากการประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้วินิจฉัยมีหลักเกณฑ์ในข้อที่ 2(4) ว่า ในการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ผู้จำหน่ายทุกระดับจะต้องจ่ายเงินสดในการซื้อเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกตามที่บริษัทขายตรงกำหนดทุกครั้ง โดยไม่มีการหักค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ให้ส่วนลดไปตั้งแต่ต้น นอกจากนั้นตามข้อ 3(4) ในเรื่องผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับก็ไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายเดือนโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้จำหน่ายแต่โจทก์หักส่วนลดให้ทันที อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่โจทก์นำราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดแล้วมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าส่วนลดดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ดังนั้น จึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) บัญญัติว่า มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้า และได้หักส่วนลดออกจากราคาสินค้า โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ซึ่งในกรณีของโจทก์ก็ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้า ดังนั้น ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ผลของการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าก็คือลูกค้าซื้อสินค้าได้ในราคาถูก จึงมีข้อพิจารณาว่าส่วนลดที่ลูกค้าได้รับในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้าหรือไม่ ถ้าไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนลดนั้น ไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้ขายมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากส่วนลดนั้นหรือไม่ เพราะกรณีที่จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต้องเป็นกรณีที่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น แต่ถ้าถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียภาษี จึงต้องพิจารณาว่าส่วนลดนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดอยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ เพราะมิใช่เงินได้พึงประเมินทุกประเภทจะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย คำว่า "เงินได้พึงประเมิน" นั้น มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้คำนิยามไว้ว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย" จากคำนิยามดังกล่าวประโยชน์ที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินด้วย การที่ลูกค้าได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้าได้รับประโยชน์ แต่การที่ลูกค้าได้รับประโยชน์เกิดจากคำเสนอและคำสนองของผู้ขายและผู้ซื้อที่จะซื้อขายกันในราคาที่หักส่วนลดแล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ซื้อได้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวเหมือนกรณีการให้โดยเสน่หาหรือการปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ขายก็ได้รับประโยชน์ด้วยคือสามารถขายสินค้าได้ หากถือว่าส่วนลดจากการขายสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้าแล้ว ลูกค้าทุกรายที่ซื้อสินค้าได้ในราคาถูกก็ต้องเสียภาษีเป็นเหตุทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินในการซื้อสินค้ามากกว่าราคาที่ตกลงกับผู้ขาย เท่ากับรัฐเก็บภาษีเงินได้ทั้งจากผู้ขายและผู้ซื้อ ทั้ง ๆ ที่ผู้มีเงินได้คือผู้ขาย เป็นเหตุทำให้ผู้ซื้อต้องเสียทั้งภาษีทางตรง (Direct Tax) คือภาษีเงินได้และภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาระแก่ลูกค้ามาก การที่ลูกค้าได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าจึงไม่ควรถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้า แม้กรมสรรพากรจะเคยมีหนังสือตอบข้อหารือถึงประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามหนังสือ "ลับ" ที่ กค. 0811/632 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ว่ากรณีซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาหรือค่าอันพึงมี ผลต่างระหว่างราคาหรือค่าอันพึงมีกับราคาซื้อเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 31 มกราคม 2549 หน้า 2) แต่ต่อมาก็มีหนังสือตอบข้อหารือที่ กค. 0709.31/18325 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ว่า "การซื้อหุ้นในการต่ำกว่าราคาตลาด ส่วนต่างไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39" (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 มกราคม 2549 หน้า 2) กรมสรรพากรได้ให้เหตุผลในการที่ไม่ถือว่าส่วนต่างเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไว้ว่า "การซื้อทรัพย์สินโดยปกติจะมีราคาตลาดสำหรับซื้อทรัพย์สินนั้นโดยราคาตลาดจะมีหลายราคา หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้เองหรือเป็นผู้บริโภค ผู้ซื้อจะซื้อตามราคาขายปลีก หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปขายซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อจะต้องซื้อในราคาต่ำ โดยอาจซื้อตามราคาตลาดที่เป็นของผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง ดังนั้น ทรัพย์สินชนิดเดียวกันอาจมีราคาซื้อแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ซื้อซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่ว ๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ราคาซื้อดังกล่าวถูกกว่าราคาตลาด เช่น การส่งเสริมการขาย สินค้าตกรุ่น เลหลังสินค้า เลิกกิจการ ขายทอดตลาด ความพอใจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่ว ๆ ไปตามมาตรา 453 การซื้อขายในลักษณะดังกล่าว จะเป็นเรื่องของทุนซึ่งกระทบต่อจำนวนเงินของผู้ซื้อที่มีอยู่ ทั้งจำนวนเงินที่เหลืออยู่และที่ได้จ่ายไป ดังนั้น ไม่ว่าการซื้อทรัพย์สินผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาดหรือซื้อในราคาถูกกว่าราคาตลาดผู้ซื้อต้องเสียเงินสำหรับการซื้อตามจำนวนมากน้อยตามราคาที่ตกลงกัน การที่ผู้ซื้อซื้อทรัพย์สินได้ในราคาถูกจะทำให้เหลือเป็นเงินมากกว่าที่ซื้อทรัพย์สินในราคาปกติเงินที่เหลือดังกล่าวไม่ว่าจะเหลือมากน้อยเท่าใดก็เป็นเงินของผู้ซื้อเอง เป็นเรื่องของทุนมิใช่เงินที่ผู้ซื้อได้รับหรือเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากผู้อื่นแต่อย่างใดด้วยเหตุผลข้างต้น การซื้อทรัพย์สินในราคาถูกไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 เช่นเดียวกับส่วนลดปกติและส่วนลดพิเศษที่ลดให้ทันที เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด" (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2549 หน้า 2) เมื่อส่วนลดที่ผู้ขายให้แก่ผู้ซื้อในขณะที่มีการซื้อขายสินค้าไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เพราะดังกล่าวแล้วกรณีที่จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต้องเป็นกรณีที่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น กรณีนี้ไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นทางด้านผู้ซื้อ ผู้ขายจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย การที่ศาลฎีกาพิจารณาว่าส่วนลดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือมาตรา 40(8) จึงเป็นการพิจารณาข้ามขั้นตาม ศาลฎีกาควรพิจารณาก่อนว่าส่วนลดเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ การพิจารณาเช่นนี้ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจกระทำได้ เพราะแม้ประเด็นในชั้นศาลฎีกาจะมีว่าส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าจะถือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) ที่โจทก์จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 หรือไม่ แต่ปัญหาว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000804.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548