คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3268/2548 ฉบับเต็ม

#271691
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3268/2548 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ นางสิงหา เรือนคำ ผู้ร้อง นายพิทยาหรือวิทยา เรือนคำ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 36 ผู้ร้องเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 เคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปซื้อของและเคยจับได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปขับในเวลากลางคืน ซึ่งไม่ปรากฏผู้ร้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นอีกแต่อย่างใด แต่กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดได้อีก ทั้งที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้ร้อง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปใช้ในกิจการใด การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่งกับพวกบนทางเดินรถสาธารณะในเวลากลางคืน ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อขับไปทำงานและส่งบุตรไปโรงเรียน จำเลยที่ 1 แอบทำเลียนแบบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ไปขับแข่งกันจนถูกจับกุม โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ไป แต่จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 ต่อหน้าผู้ร้องว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับไปโรงเรียนสหพาณิชย์ ผู้ร้องลงลายมือชื่อรับรองรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ที่หัวเตียงและผู้ร้องจำนำกุญแจรถดังกล่าวทั้งสองดอกติดตัวไปทำงานด้วย จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บกุญแจดังกล่าว นางทองพูน เรือนคำ ภรรยาผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ปกติผู้ร้องจะพกกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางติดตัวไปด้วยหนึ่งดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งจะเก็บไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียง จึงแตกต่างกับคำเบิกความของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ผู้ร้องเคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปซื้อของและเคยจับได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปขับในเวลากลางคืนซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นอีกแต่อย่างใดแต่กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดได้อีก ทั้งที่ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปใช้ในกิจการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่งกับพวกประมาณ 100 วัน บนถนนสุขุมวิทอันเป็นทางเดินรถสาธารณะในเวลากลางคืน กรณีถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-วิรัช ลิ้มวิชัย-วสันต์ ตรีสุวรรณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271691
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031556"
    }
}
date
2548
deka_no
3268/2548
deka_running_no
3268
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสิงหา เรือนคำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิทยาหรือวิทยา เรือนคำ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อขับไปทำงานและส่งบุตรไปโรงเรียน จำเลยที่ 1 แอบทำเลียนแบบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ไปขับแข่งกันจนถูกจับกุม โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ไป แต่จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 ต่อหน้าผู้ร้องว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับไปโรงเรียนสหพาณิชย์ ผู้ร้องลงลายมือชื่อรับรองรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ที่หัวเตียงและผู้ร้องจำนำกุญแจรถดังกล่าวทั้งสองดอกติดตัวไปทำงานด้วย จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บกุญแจดังกล่าว นางทองพูน เรือนคำ ภรรยาผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ปกติผู้ร้องจะพกกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางติดตัวไปด้วยหนึ่งดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งจะเก็บไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียง จึงแตกต่างกับคำเบิกความของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ผู้ร้องเคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปซื้อของและเคยจับได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปขับในเวลากลางคืนซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นอีกแต่อย่างใดแต่กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดได้อีก ทั้งที่ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปใช้ในกิจการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่งกับพวกประมาณ 100 วัน บนถนนสุขุมวิทอันเป็นทางเดินรถสาธารณะในเวลากลางคืน กรณีถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000819.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548