คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2548 ฉบับเต็ม

#271707
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2548 นายธงชาติ เหล่าไชย กับพวก โจทก์ นายสำรอง เหล่าวงษี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 104 โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองต่างเบิกความยันกันปากต่อปากว่า จำเลยทั้งสองซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปขาย ยังไม่ได้ชำระเงิน ส่วนจำเลยทั้งสองยืนยันว่า ซื้อไปจริงแต่ชำระเงินแล้ว แต่โจทก์มีพยานซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่โจทก์เป็นลูกบ้านและผู้ใหญ่บ้านที่จำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้านรวมทั้งอดีตกำนันที่ทั้งสองฝ่ายเป็นลูกบ้านเบิกความในทำนองเดียวกันว่าทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันและจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปจากโจทก์ที่ 1 จริง โดยมีบันทึกถ้อยคำเป็นหลักฐาน และโจทก์ยังมีพนักงานสอบสวนที่ไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 จะนำที่ดินมาตีใช้หนี้ แต่ที่สุดตกลงกันไม่ได้ จึงมีบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แม้เอกสารทั้งสองฉบับจำเลยทั้งสองจะไม่ยอมลงลายมือชื่อจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่ก็ฟังประกอบคำเบิกความพยานของโจทก์ที่ 1 ที่ยืนยันว่ามีการเจรจากันจริง โดยพยานของโจทก์ที่ 1 ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและอดีตเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือในหมู่บ้านที่ทั้งสองฝ่ายอยู่อาศัยทั้งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่ตัวจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ได้ชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้โจทก์ที่ 1 หมดแล้วไม่ได้ค้างชำระ โดยไม่มีพยานอื่นใดมาสนับสนุน แม้โจทก์ที่ 1 จะจำไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับซื้อเสื้อผ้าไปวันที่เท่าใดและมีรายการเสื้อผ้าใดบ้าง แต่จำเลยทั้งสองรับว่าการรับเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปขายมิได้ทำหลักฐานไว้ การที่โจทก์ที่ 1 จำไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันมีเป็นจำนวนมาก โจทก์ที่ 1 อาจหลงลืมได้ พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 201,400 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 150,410 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 57,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยเป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 201,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 150,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และจำนวน 47,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งว่า โจทก์ที่ 1 มีอาชีพทำนาและตัดเย็บเสื้อผ้า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยทั้งสองเคยซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปจำหน่ายหลายครั้งในระหว่างปี 2537 ถึงปี 2540 เมื่อจำหน่ายเสื้อผ้าได้แล้วจึงนำเงินสดมาชำระราคาในภายหลัง โดยไม่มีการทำหลักฐานการซื้อขายและการชำระเงินเพราะเชื่อใจกันต่อมาโจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโจทก์ที่ 1 ได้มีการเจรจากันต่อหน้านายเหมือน เหล่าคะเนย์ ผู้ใหญ่บ้านที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกบ้าน นายเข้ม โสนะโชติ ผู้ใหญ่บ้านที่จำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน และนายวิชัย สุวรรณเพ็ง อดีตกำนัน ตำบลศรีสุข ท้องที่ที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน ได้ทำบันทึกกันไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคล แก้วประเสริฐ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอกันทรวิชัย เรียกโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไปเจรจา ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองต่างเบิกความยันกันปากต่อปาก โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยทั้งสองซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปขาย ยังไม่ชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 201,400 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองยืนยันว่า ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปขายจริง แต่ได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว เห็นว่า โจทก์มีนายเหมือนผู้ใหญ่บ้านที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกบ้าน นายเข้มผู้ใหญ่บ้านที่จำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน และนายวิชัยอดีตกำนันตำบลที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้านต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเจรจากันนั้นจำเลยทั้งสองยอมรับว่า เป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปจากโจทก์ที่ 1 จริง ได้มีการบันทึกถ้อยคำเป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ขอให้ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลพนักงานสอบสวนเรียกจำเลยทั้งสองมาเจรจา ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลก็ยืนยันว่าได้ไกล่เกลี่ยแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 จะนำที่ดินมาตีใช้หนี้ แต่ในที่สุดก็ยังตกลงกันไม่ได้ ดาบตำรวจสำฤทธิ์ วัฒนบุตร เสมียนประจำวันได้เขียนบันทึกรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตามเอกสารหมาย จ.2 เห็นได้ว่า แม้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยทั้งสองจะไม่ยอมลงลายมือชื่อจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่ก็ฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ 1 ที่ยืนยันว่าได้มีการเจรจากันจริง โดยเฉพาะนายเหมือน นายเข้ม เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายวิชัย เป็นอดีตกำนัน ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลและดาบตำรวจสำฤทธิ์ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและอดีตเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือในหมู่บ้านที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองอยู่อาศัย ทั้งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่ตัวจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ได้ชำระหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้โจทก์ที่ 1 หมดแล้วไม่ได้ค้างชำระ แต่จำเลยทั้งสองไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนให้เป็นว่าข้อเท็จจริงเป็นดังจำเลยทั้งสองอ้าง และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความว่าจำไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับซื้อเสื้อผ้าไปวันที่เท่าใดและมีรายการเสื้อผ้าใดบ้าง จึงไม่น่าเชื่อเพราะขัดกับข้อเท็จจริงนั้น จำเลยทั้งสองยอมรับว่าการรับเสื้อสำเร็จรูปไปขายไม่ได้ทำหลักฐานไว้เพราะเชื่อใจกัน ดังนั้น ที่โจทก์ที่ 1 จำไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อเสื้อผ้าไปวันที่เท่าใดและมีรายการใดบ้าง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ซื้อขายมีจำนวนมาก ทั้งไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้ด้วย โจทก์ที่ 1 อาจหลงลืมได้ พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-วิเชียร มงคล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ หากพิจารณาคำพิพากษานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานแล้ว ย่อมเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั้วไป เมื่อโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี อย่างไรก็ตามในการพิจารณาคดีนี้มีข้อสังเกตว่า ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานบุคคลที่อยู่ในระหว่างที่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันรวมทั้งนำพนักงานสอบสวนผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายมาสืบ และในการตัดสินคดีศาลได้รับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกิดจากการเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นสำคัญ และนำมาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 อยู่จริง ทำให้โจทก์ชนะคดีนี้ แต่หากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในเรื่องเกิดขึ้นในศาลหรือเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักการสากลแล้ว คดีนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและพัฒนาการต่อไปในอนาคตของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี หลักการสำคัญประการหนึ่งของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การดำเนินการเป็นการลับ (Confidentiality) หลักการประการแรกของความลับนี้ คือ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการดำเนินการเฉพาะระหว่างคู่พิพาทต่อหน้าผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นบุคคลกลางเท่านั้น ซึ่งต่างจากการดำเนินคดีในศาลที่ต้องกระทำโดยเปิดเผยซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับฟังการดำเนินคดีได้เว้นแต่ศาลจะสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ หลักการประการที่สองซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด คือ การห้ามมิให้คู่พิพาทใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดที่ได้หรือมีขึ้นจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นพยานหลักฐานอ้างอิงในชั้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ซึ่งหลักการนี้นับเป็นหลักประกันสำคัญคู่พิพาทในการที่จะเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือข้อเสนอต่างๆ ที่สำคัญในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างอิสระ (Free Flow of Information) อันจะนำไปสู่การประนีประนอมและการตกลงกันในที่สุด โดยคู่พิพาทไม่ต้องกังวลว่า หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผลสำเร็จแล้ว คำรับหรือพยานหลักฐานใดๆ ที่มีขึ้นหรือจัดทำขึ้นในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะถูกนำมาใช้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลหรือการตัดสินชี้ขาดด้วยวิธีอื่นๆ เช่น อนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อการดำเนินคดีของคู่พิพาทได้หากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่เป็นผลสำเร็จในที่สุด ดังนั้น ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นที่ยอมรับทางสากลนั้น จะมีบทบัญญัติกฎหมายห้ามมิให้คู่พิพาทอ้างอิงพยานหลักฐานที่ได้จากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเช่นว่านั้น เว้นแต่คู่พิพาทจะให้ความยินยอมมาอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน ดังเช่นกฎหมายด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของหลายๆ ประเทศรวมทั้งระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2544 และแม้กระทั่งในบางประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ยังมีบทบัญญัติอย่างชัดเจนต่อไปว่า ข้อมูลและข้อเท็จจริงเช่นว่านี้รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ (Not Admissible) นอกจากนี้ หลักการรักษาความลับดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการห้ามมิให้ผู้ทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาทเปิดเผยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้รับในระหว่างไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่อบุคคลอื่นแม้กระทั่งในชั้นศาลอีกด้วย ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นบ้างก็เป็นเพียงข้อยกเว้นบางประการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของสังคมหรือความยินยอมของคู่พิพาทเท่านั้น สำหรับประเทศไทยยังไม่ปรากฏว่ามีประเด็นเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแต่อย่างใด หากข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2544 หรือคู่ความทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงก่อนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในการห้ามการอ้างอิงพยานหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้หรือไม่อย่างไร มนตรี ศิลป์มหาบัณฑิต
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271707
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031541"
    }
}
date
2548
deka_no
3336/2548
deka_running_no
3336
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "วิเชียร มงคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 104"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธงชาติ เหล่าไชย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสำรอง เหล่าวงษี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 201,400 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 150,410 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 57,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยเป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 201,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 150,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และจำนวน 47,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งว่า โจทก์ที่ 1 มีอาชีพทำนาและตัดเย็บเสื้อผ้า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยทั้งสองเคยซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปจำหน่ายหลายครั้งในระหว่างปี 2537 ถึงปี 2540 เมื่อจำหน่ายเสื้อผ้าได้แล้วจึงนำเงินสดมาชำระราคาในภายหลัง โดยไม่มีการทำหลักฐานการซื้อขายและการชำระเงินเพราะเชื่อใจกันต่อมาโจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโจทก์ที่ 1 ได้มีการเจรจากันต่อหน้านายเหมือน เหล่าคะเนย์ ผู้ใหญ่บ้านที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกบ้าน นายเข้ม โสนะโชติ ผู้ใหญ่บ้านที่จำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน และนายวิชัย สุวรรณเพ็ง อดีตกำนัน ตำบลศรีสุข ท้องที่ที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน ได้ทำบันทึกกันไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคล แก้วประเสริฐ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอกันทรวิชัย เรียกโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไปเจรจา ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองต่างเบิกความยันกันปากต่อปาก โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยทั้งสองซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปขาย ยังไม่ชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 201,400 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองยืนยันว่า ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ที่ 1 ไปขายจริง แต่ได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว เห็นว่า โจทก์มีนายเหมือนผู้ใหญ่บ้านที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกบ้าน นายเข้มผู้ใหญ่บ้านที่จำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้าน และนายวิชัยอดีตกำนันตำบลที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองเป็นลูกบ้านต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเจรจากันนั้นจำเลยทั้งสองยอมรับว่า เป็นหนี้ค่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปจากโจทก์ที่ 1 จริง ได้มีการบันทึกถ้อยคำเป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ขอให้ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลพนักงานสอบสวนเรียกจำเลยทั้งสองมาเจรจา ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลก็ยืนยันว่าได้ไกล่เกลี่ยแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 จะนำที่ดินมาตีใช้หนี้ แต่ในที่สุดก็ยังตกลงกันไม่ได้ ดาบตำรวจสำฤทธิ์ วัฒนบุตร เสมียนประจำวันได้เขียนบันทึกรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตามเอกสารหมาย จ.2 เห็นได้ว่า แม้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยทั้งสองจะไม่ยอมลงลายมือชื่อจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่ก็ฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ 1 ที่ยืนยันว่าได้มีการเจรจากันจริง โดยเฉพาะนายเหมือน นายเข้ม เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายวิชัย เป็นอดีตกำนัน ร้อยตำรวจเอกฉัตรมงคลและดาบตำรวจสำฤทธิ์ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและอดีตเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือในหมู่บ้านที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองอยู่อาศัย ทั้งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่ตัวจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ได้ชำระหนี้ค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้โจทก์ที่ 1 หมดแล้วไม่ได้ค้างชำระ แต่จำเลยทั้งสองไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนให้เป็นว่าข้อเท็จจริงเป็นดังจำเลยทั้งสองอ้าง และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความว่าจำไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับซื้อเสื้อผ้าไปวันที่เท่าใดและมีรายการเสื้อผ้าใดบ้าง จึงไม่น่าเชื่อเพราะขัดกับข้อเท็จจริงนั้น จำเลยทั้งสองยอมรับว่าการรับเสื้อสำเร็จรูปไปขายไม่ได้ทำหลักฐานไว้เพราะเชื่อใจกัน ดังนั้น ที่โจทก์ที่ 1 จำไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อเสื้อผ้าไปวันที่เท่าใดและมีรายการใดบ้าง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ซื้อขายมีจำนวนมาก ทั้งไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้ด้วย โจทก์ที่ 1 อาจหลงลืมได้ พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หากพิจารณาคำพิพากษานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานแล้ว ย่อมเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั้วไป เมื่อโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี อย่างไรก็ตามในการพิจารณาคดีนี้มีข้อสังเกตว่า ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานบุคคลที่อยู่ในระหว่างที่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันรวมทั้งนำพนักงานสอบสวนผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายมาสืบ และในการตัดสินคดีศาลได้รับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกิดจากการเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นสำคัญ และนำมาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 อยู่จริง ทำให้โจทก์ชนะคดีนี้ แต่หากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในเรื่องเกิดขึ้นในศาลหรือเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักการสากลแล้ว คดีนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและพัฒนาการต่อไปในอนาคตของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี หลักการสำคัญประการหนึ่งของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การดำเนินการเป็นการลับ (Confidentiality) หลักการประการแรกของความลับนี้ คือ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการดำเนินการเฉพาะระหว่างคู่พิพาทต่อหน้าผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นบุคคลกลางเท่านั้น ซึ่งต่างจากการดำเนินคดีในศาลที่ต้องกระทำโดยเปิดเผยซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับฟังการดำเนินคดีได้เว้นแต่ศาลจะสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ หลักการประการที่สองซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด คือ การห้ามมิให้คู่พิพาทใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดที่ได้หรือมีขึ้นจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นพยานหลักฐานอ้างอิงในชั้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ซึ่งหลักการนี้นับเป็นหลักประกันสำคัญคู่พิพาทในการที่จะเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือข้อเสนอต่างๆ ที่สำคัญในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างอิสระ (Free Flow of Information) อันจะนำไปสู่การประนีประนอมและการตกลงกันในที่สุด โดยคู่พิพาทไม่ต้องกังวลว่า หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผลสำเร็จแล้ว คำรับหรือพยานหลักฐานใดๆ ที่มีขึ้นหรือจัดทำขึ้นในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะถูกนำมาใช้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลหรือการตัดสินชี้ขาดด้วยวิธีอื่นๆ เช่น อนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อการดำเนินคดีของคู่พิพาทได้หากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่เป็นผลสำเร็จในที่สุด ดังนั้น ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นที่ยอมรับทางสากลนั้น จะมีบทบัญญัติกฎหมายห้ามมิให้คู่พิพาทอ้างอิงพยานหลักฐานที่ได้จากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเช่นว่านั้น เว้นแต่คู่พิพาทจะให้ความยินยอมมาอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน ดังเช่นกฎหมายด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของหลายๆ ประเทศรวมทั้งระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2544 และแม้กระทั่งในบางประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ยังมีบทบัญญัติอย่างชัดเจนต่อไปว่า ข้อมูลและข้อเท็จจริงเช่นว่านี้รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ (Not Admissible) นอกจากนี้ หลักการรักษาความลับดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการห้ามมิให้ผู้ทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาทเปิดเผยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้รับในระหว่างไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่อบุคคลอื่นแม้กระทั่งในชั้นศาลอีกด้วย ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นบ้างก็เป็นเพียงข้อยกเว้นบางประการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของสังคมหรือความยินยอมของคู่พิพาทเท่านั้น สำหรับประเทศไทยยังไม่ปรากฏว่ามีประเด็นเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแต่อย่างใด หากข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2544 หรือคู่ความทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงก่อนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในการห้ามการอ้างอิงพยานหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้หรือไม่อย่างไร มนตรี ศิลป์มหาบัณฑิต
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000819.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548