คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2548 ฉบับเต็ม

#271784
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2548 นางนวลจันทร์ เรืองขจร ผู้ร้อง ป.พ.พ. มาตรา 61 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ ช. ใช้เดินทางกรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่ ช. เดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้ ช. เป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชอบ เรืองขจร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 นายชอบได้ออกจากบ้านที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บท - 2995 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะเพื่อไปทำธุระ หลังจากนั้นทั้งนายชอบและรถยนต์อันเป็นยานพาหนะที่นายชอบขับได้สูญหายไป ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้ฟังข่าวทางวิทยุว่ามีผู้พบศพชายถูกเผาอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ร้องกับญาติของนายชอบจึงไปดูศพชายดังกล่าว และยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นศพของนายชอบเจ้าหน้าที่ได้นำศพดังกล่าวไปตรวจที่สถาบันนิติเวช ผลการตรวจไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนแล้วก็ไม่ทราบว่าผู้ตายและผู้กระทำความผิดเป็นใคร พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นงดสอบสวนและเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าผู้ตายคือนายชอบ ทั้งไม่ยอมออกมรณบัตรให้ จนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว นายชอบก็ยังไม่กลับมาบ้าน ส่วนรถยนต์ที่นายชอบขับภายหลังพนักงานบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถกลับคืนมา โดยไม่พบนายชอบ ผู้ร้องกับญาติเข้าใจว่านายชอบถูกฆ่าแล้วนำศพไปเผา ก่อนที่นายชอบจะหายไป นายชอบทำงานเป็นลูกจ้างประจำสังกัดแขวงการทางสุพรรณบุรีที่ 2 เมื่อนายชอบหายไป ผู้บังคับบัญชาของนายชอบทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่า นายชอบขาดราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่นายชอบออกจากราชการทำให้นายชอบไม่ได้รับบำเหน็จจากทางราชการ ซึ่งผู้ร้องมีส่วนได้เสียในเงินบำเหน็จดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องมายื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายชอบเป็นคนสาบสูญและนำคำสั่งศาลไปแจ้งต่อกระทรวงคมนาคมให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งไล่นายชอบออกจากราชการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอนายชอบออกไปจากภูมิลำเนานับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ครบ 5 ปี ตามกฎหมายและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 จึงไม่รับคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่นายชอบ เรืองขจร ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 2 ปีเศษ ตามคำร้องขอ เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำร้องขอของผู้ร้องว่านายชอบได้เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วนายชอบและรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถยนต์กลับคืนมา เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่นายชอบใช้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่นายชอบเดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้นายชอบเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมบัติ อรรถพิมล-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271784
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028882"
    }
}
date
2548
deka_no
5770/2548
deka_running_no
5770
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมบัติ อรรถพิมล",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 61"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางนวลจันทร์ เรืองขจร"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชอบ เรืองขจร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 นายชอบได้ออกจากบ้านที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บท - 2995 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะเพื่อไปทำธุระ หลังจากนั้นทั้งนายชอบและรถยนต์อันเป็นยานพาหนะที่นายชอบขับได้สูญหายไป ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้ฟังข่าวทางวิทยุว่ามีผู้พบศพชายถูกเผาอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ร้องกับญาติของนายชอบจึงไปดูศพชายดังกล่าว และยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นศพของนายชอบเจ้าหน้าที่ได้นำศพดังกล่าวไปตรวจที่สถาบันนิติเวช ผลการตรวจไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนแล้วก็ไม่ทราบว่าผู้ตายและผู้กระทำความผิดเป็นใคร พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นงดสอบสวนและเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าผู้ตายคือนายชอบ ทั้งไม่ยอมออกมรณบัตรให้ จนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว นายชอบก็ยังไม่กลับมาบ้าน ส่วนรถยนต์ที่นายชอบขับภายหลังพนักงานบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถกลับคืนมา โดยไม่พบนายชอบ ผู้ร้องกับญาติเข้าใจว่านายชอบถูกฆ่าแล้วนำศพไปเผา ก่อนที่นายชอบจะหายไป นายชอบทำงานเป็นลูกจ้างประจำสังกัดแขวงการทางสุพรรณบุรีที่ 2 เมื่อนายชอบหายไป ผู้บังคับบัญชาของนายชอบทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่า นายชอบขาดราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่นายชอบออกจากราชการทำให้นายชอบไม่ได้รับบำเหน็จจากทางราชการ ซึ่งผู้ร้องมีส่วนได้เสียในเงินบำเหน็จดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องมายื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายชอบเป็นคนสาบสูญและนำคำสั่งศาลไปแจ้งต่อกระทรวงคมนาคมให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งไล่นายชอบออกจากราชการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอนายชอบออกไปจากภูมิลำเนานับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ครบ 5 ปี ตามกฎหมายและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่นายชอบ เรืองขจร ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 2 ปีเศษ ตามคำร้องขอ เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำร้องขอของผู้ร้องว่านายชอบได้เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วนายชอบและรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถยนต์กลับคืนมา เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่นายชอบใช้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่นายชอบเดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้นายชอบเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000794.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548