คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2548 ฉบับเต็ม

#271823
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2548 นายแดง ศิริวงค์ โดยนายทอน ศิริวงศ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายสุรินทร์ รัตนสุนทร โดยนางบุญนาค รัตนสุนทร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5, มาตรา 1299 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ธ. ได้ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยให้ ม. เป็นนายหน้า ต่อมา ม. นำเอกสารให้โจทก์พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความ และโจทก์ยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ ม. ไปจนกระทั่งมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำหนังสือมอบอำนาจไปใช้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทกระทำดังกล่าว ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนเพื่อให้ตนพ้นความรับผิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25664 และ 32463 จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน กับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางบุญนาค รัตนสุนทร ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายทอน ศิริวงศ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบเพียงว่าได้พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยขณะนั้นยังไม่มีการกรอกข้อความไว้และเข้าใจว่าเป็นใบรับเงินมัดจำที่นายธนัทตกลงซื้อที่ดินพิพาทและได้มอบหนังสือมอบอำนาจกับโฉนดที่ดินพิพาทให้นายมาไป ต่อมาจึงทราบว่ามีการมอบอำนาจให้นางสุวพันธ์ ดำคำ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนจำนองแทนทั้งโจทก์และจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตหรือบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยที่นางสุวพันธ์ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ก็ยังเบิกความว่า ไม่เคยรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยมาก่อน แม้นางสุวพันธ์จะเบิกความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยเคยติดต่อกับนายธนัทและให้นายธนัทใช้รถยนต์ก็ยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัทนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยรู้จักกับนายธนัทเท่านั้น ทางนำสืบของโจทก์ของโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัท และนางสุวพันธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ส่วนเรื่องราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีราคาจริงเพียง 280,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่างจากราคาจำนองมาก แสดงว่าจำเลยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ได้ความจากนายอุดม จันทรปรีชา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง พยานโจทก์เบิกความว่า ในช่วงปี 2538 นั้น มีการซื้อขายที่ดินกันมาก ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดสูงกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินมากจึงฟังไม่ได้ว่าราคาที่รับจำนองที่ดินพิพาทสูงเกินความจริงไปมากดังที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ฎีกาว่าใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งมีข้อความระบุว่า นายธนัทได้รับเงินแล้วปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 28 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนมีการจดทะเบียนจำนองถึง 2 วัน แต่ทางนำสืบของจำเลย นางบุญนาคเบิกความว่า จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่นายธนัทภายหลังจากมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จึงขัดแย้งกัน ฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับจำนองโดยมีค่าตอบแทนให้แก่นายธนัท เห็นว่า ใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ได้ทำขึ้นเป็นหลักฐานรับรองการจ่ายตั๋วเงินตามเอกสารหมาย ล.2 แสดงว่านายธนัทได้รับเงินจากจำเลยแล้วจริง แม้นางบุญนาคจะเบิกความแตกต่างเรื่องรับเงินก่อนหรือหลังวันจดทะเบียนจำนองไปบ้างซึ่งอาจเป็นเพราะนางบุญนาคจำสับสน แต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับทำให้พยานเอกสารดังกล่าวรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยรับจำนองที่ดินพิพาททั้งที่นายธนัทยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัย เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมิได้กรอกข้อความทั้งยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่นายมาไปจนกระทั่งต่อมามีผู้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสุวพันธ์มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้จดทะเบียนจำนองแก่จำเลย ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (พีรพล พิชยวัฒน์-ธาดา กษิตินนท์-องอาจ โรจนสุพจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271823
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030913"
    }
}
date
2548
deka_no
3922/2548
deka_running_no
3922
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 1299 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายแดง ศิริวงค์ โดยนายทอน ศิริวงศ์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายสุรินทร์ รัตนสุนทร โดยนางบุญนาค รัตนสุนทร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25664 และ 32463 จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน กับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางบุญนาค รัตนสุนทร ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายทอน ศิริวงศ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบเพียงว่าได้พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยขณะนั้นยังไม่มีการกรอกข้อความไว้และเข้าใจว่าเป็นใบรับเงินมัดจำที่นายธนัทตกลงซื้อที่ดินพิพาทและได้มอบหนังสือมอบอำนาจกับโฉนดที่ดินพิพาทให้นายมาไป ต่อมาจึงทราบว่ามีการมอบอำนาจให้นางสุวพันธ์ ดำคำ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนจำนองแทนทั้งโจทก์และจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตหรือบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยที่นางสุวพันธ์ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ก็ยังเบิกความว่า ไม่เคยรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยมาก่อน แม้นางสุวพันธ์จะเบิกความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยเคยติดต่อกับนายธนัทและให้นายธนัทใช้รถยนต์ก็ยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัทนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยรู้จักกับนายธนัทเท่านั้น ทางนำสืบของโจทก์ของโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัท และนางสุวพันธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ส่วนเรื่องราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีราคาจริงเพียง 280,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่างจากราคาจำนองมาก แสดงว่าจำเลยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ได้ความจากนายอุดม จันทรปรีชา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง พยานโจทก์เบิกความว่า ในช่วงปี 2538 นั้น มีการซื้อขายที่ดินกันมาก ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดสูงกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินมากจึงฟังไม่ได้ว่าราคาที่รับจำนองที่ดินพิพาทสูงเกินความจริงไปมากดังที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ฎีกาว่าใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งมีข้อความระบุว่า นายธนัทได้รับเงินแล้วปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 28 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนมีการจดทะเบียนจำนองถึง 2 วัน แต่ทางนำสืบของจำเลย นางบุญนาคเบิกความว่า จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่นายธนัทภายหลังจากมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จึงขัดแย้งกัน ฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับจำนองโดยมีค่าตอบแทนให้แก่นายธนัท เห็นว่า ใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ได้ทำขึ้นเป็นหลักฐานรับรองการจ่ายตั๋วเงินตามเอกสารหมาย ล.2 แสดงว่านายธนัทได้รับเงินจากจำเลยแล้วจริง แม้นางบุญนาคจะเบิกความแตกต่างเรื่องรับเงินก่อนหรือหลังวันจดทะเบียนจำนองไปบ้างซึ่งอาจเป็นเพราะนางบุญนาคจำสับสน แต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับทำให้พยานเอกสารดังกล่าวรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยรับจำนองที่ดินพิพาททั้งที่นายธนัทยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัย เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมิได้กรอกข้อความทั้งยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่นายมาไปจนกระทั่งต่อมามีผู้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสุวพันธ์มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้จดทะเบียนจำนองแก่จำเลย ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000813.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548