คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2548 ฉบับเต็ม

#271852
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2548 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายณัฐวุฒิหรือบุญลือ โสภาฉัตรหรือโสภาฉัตร์ จำเลย ป.อ. มาตรา 358 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), มาตรา 39 (2), มาตรา 120, มาตรา 121 กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จำเลยทำแตกเสียหายเป็นทรัพย์สินของ อ. เจ้าของหอพัก ซึ่งหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนแทนบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของ ส. สามีของ อ. ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. เป็นเงิน 500 บาท แล้ว แสดงว่า จำเลยกับเจ้าของหอพักซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เสียหายได้ยอมความกันโดยชอบมาแต่แรกหลังเกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงระงับไปตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 278, 358, 362, 364, 365 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 358, 362, 364, 365 (3) เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายกับสามีของผู้เสียหายและจำเลยต่างเช่าห้องพักอยู่บนชั้นสองของหอพักที่ไม่มีชื่อซึ่งเป็นของนางอุบล ผ่องอำพัน โดยมีนายสนมสามีของนางอุบลเป็นผู้ดูแล ก่อนเกิดเหตุ สามีของผู้เสียหายมิได้อยู่ที่ห้องพัก เนื่องจากเดินทางกลับไปบ้านของตน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลากลางคืน จำเลยได้ทำกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก 2 บาน รุ่งขึ้นเช้าจำเลยนำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนให้และจำเลยรับจะชดใช้ค่าเสียหายที่ทำกระจกบานเกล็ดแตกให้แก่นายสนม ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2541 หลังจากสามีของผู้เสียหายกลับมาห้องพักดังกล่าว ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่าจำเลยทุบกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก ต่อมาขณะจำเลยนำกระจกบานเกล็ดไปเปลี่ยน จำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายบังคับเอาตัวผู้เสียหายเข้าไปกระทำอนาจารในห้องพักของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปนำจับจำเลยในคืนเดียวกันนั้น ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จำเลยทำแตกเสียหายเป็นทรัพย์สินของนางอุบลเจ้าของหอพัก เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนแทนกระจกบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของนายสนมสามีของนางอุบลซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสนมเป็นเงิน 500 บ้าน แล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกับเจ้าของหอพักซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เสียหายได้ยอมความกันโดยชอบมาแต่แรกหลังเกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงระงับไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยเหตุดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุรพล เอกโยคยะ-ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271852
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034098"
    }
}
date
2548
deka_no
1541/2548
deka_running_no
1541
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรพล เอกโยคยะ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 358"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (7)",
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 120",
            "ม. 121"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐวุฒิหรือบุญลือ โสภาฉัตรหรือโสภาฉัตร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 278, 358, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 358, 362, 364, 365 (3) เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายกับสามีของผู้เสียหายและจำเลยต่างเช่าห้องพักอยู่บนชั้นสองของหอพักที่ไม่มีชื่อซึ่งเป็นของนางอุบล ผ่องอำพัน โดยมีนายสนมสามีของนางอุบลเป็นผู้ดูแล ก่อนเกิดเหตุ สามีของผู้เสียหายมิได้อยู่ที่ห้องพัก เนื่องจากเดินทางกลับไปบ้านของตน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลากลางคืน จำเลยได้ทำกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก 2 บาน รุ่งขึ้นเช้าจำเลยนำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนให้และจำเลยรับจะชดใช้ค่าเสียหายที่ทำกระจกบานเกล็ดแตกให้แก่นายสนม ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2541 หลังจากสามีของผู้เสียหายกลับมาห้องพักดังกล่าว ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่าจำเลยทุบกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก ต่อมาขณะจำเลยนำกระจกบานเกล็ดไปเปลี่ยน จำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายบังคับเอาตัวผู้เสียหายเข้าไปกระทำอนาจารในห้องพักของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปนำจับจำเลยในคืนเดียวกันนั้น ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จำเลยทำแตกเสียหายเป็นทรัพย์สินของนางอุบลเจ้าของหอพัก เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนแทนกระจกบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของนายสนมสามีของนางอุบลซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสนมเป็นเงิน 500 บ้าน แล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกับเจ้าของหอพักซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เสียหายได้ยอมความกันโดยชอบมาแต่แรกหลังเกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงระงับไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยเหตุดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000842.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548