คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2550 ฉบับเต็ม

#271859
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2550 บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายรัฐกร อัศดรธีรยุทธ์หรืออัสดรธีรยุทธ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 147, มาตรา 156, มาตรา 234 จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยไม่วางเงินภายในกำหนด หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่มิได้ดำเนินการทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้แล้ว จำเลยก็ไม่อาจขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้สินเชื่อหมุนเวียน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 5,838,313.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,394,801.47 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจกาวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเฉพาะในส่วนที่ตนถูกฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด หลังจากนั้นวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสอง ในกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา แต่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการจึงมีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้แล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย" ใหจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ จำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ไม่ได้วางเงินค่าขึ้นศาล แม้จะพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยก็ยังมีอยู่ จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้เพราะว่าคดียังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เมื่อเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234 ก็ไม่น่าจะทำให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271859
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082019419"
    }
}
date
2550
deka_no
474/2550
deka_running_no
474
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 147",
            "ม. 156",
            "ม. 234"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายรัฐกร อัศดรธีรยุทธ์หรืออัสดรธีรยุทธ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้สินเชื่อหมุนเวียน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 5,838,313.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,394,801.47 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจกาวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเฉพาะในส่วนที่ตนถูกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด หลังจากนั้นวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสอง ในกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา แต่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการจึงมีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้แล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย"

ใหจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
จำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ไม่ได้วางเงินค่าขึ้นศาล แม้จะพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยก็ยังมีอยู่ จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้เพราะว่าคดียังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เมื่อเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234 ก็ไม่น่าจะทำให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000707.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550