คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2548 ฉบับเต็ม

#271880
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2548 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ จ่าสิบตำรวจหรือพลตำรวจ ธนา บัวสุ่นหรือบัวสุน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 156 จำเลยทั้งสองเคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น แม้หากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดี จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,048,725.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า แม้ทางไต่สวนพอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ครั้นครบกำหนดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีกอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน และคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะนำหลักฐานว่ายากจนจริงมาแสดงต่อศาลอีก และคำสั่งที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ถึงที่สุดแล้ว จึงให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่อนอนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่ายากจนอีกหาได้ไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้นหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ถึงหากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271880
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030050"
    }
}
date
2548
deka_no
4818/2548
deka_running_no
4818
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 156"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "จ่าสิบตำรวจหรือพลตำรวจ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนา บัวสุ่นหรือบัวสุน กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,048,725.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า แม้ทางไต่สวนพอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ครั้นครบกำหนดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีกอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน และคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะนำหลักฐานว่ายากจนจริงมาแสดงต่อศาลอีก และคำสั่งที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ถึงที่สุดแล้ว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่อนอนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่ายากจนอีกหาได้ไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้นหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ถึงหากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000805.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548