คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2548 ฉบับเต็ม

#272021
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2548 พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน โจทก์ นายหุ่งหรือหยอง เลวัน จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 295, มาตรา 364, มาตรา 365 (3) จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เจตนาที่จะบุกรุกบ้านของผู้เสียหายที่ 1 กับเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จึงแยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางอุทัยวรรณ์หรืออุทัยวรรณ ขวัญดี ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากที่จำเลยบุกรุกเคหสถานดังกล่าวแล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยบริเวณใบหน้าของนายสมเจตน์ สุวรรณไตรย์ ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แล้วใช้วัตถุของแข็งไม่ปรากฏชัดว่าเป็นสิ่งใดตีถูกบริเวณศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 364, 365 (3) จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจึงรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านซึ่งชั้นล่างทำเป็นร้านขายอาหารของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขึ้นไปชั้นบนของบ้านถามหาผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่พบ เพิ่งจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะบุกรุกและเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แยกจากกัน โดยจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...ฯลฯ...แต่อย่างไรก็ดี โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาในแต่ละกระทงความผิดนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้ลงโทษกักขังมีกำหนด 3 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-สุรพล เอกโยคยะ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272021
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031224"
    }
}
date
2548
deka_no
3654/2548
deka_running_no
3654
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 295",
            "ม. 364",
            "ม. 365 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายหุ่งหรือหยอง เลวัน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางอุทัยวรรณ์หรืออุทัยวรรณ ขวัญดี ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากที่จำเลยบุกรุกเคหสถานดังกล่าวแล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยบริเวณใบหน้าของนายสมเจตน์ สุวรรณไตรย์ ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แล้วใช้วัตถุของแข็งไม่ปรากฏชัดว่าเป็นสิ่งใดตีถูกบริเวณศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 364, 365 (3)

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจึงรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านซึ่งชั้นล่างทำเป็นร้านขายอาหารของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขึ้นไปชั้นบนของบ้านถามหาผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่พบ เพิ่งจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะบุกรุกและเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แยกจากกัน โดยจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...ฯลฯ...แต่อย่างไรก็ดี โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาในแต่ละกระทงความผิดนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้ลงโทษกักขังมีกำหนด 3 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000816.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548