คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2548 ฉบับเต็ม

#272059
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2548 บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด โจทก์ นายธรรมนูญ บูรณะเสริมสม เจ้าหนี้ นางนาตยาหรือสุกฤตา รัตน์นีรนาทหรือเภกะนันทน์ จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94 บัญญัติว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 2 นั้น เจ้าหนี้ยังเช่าอาคารอยู่โดยนำเงินค่าเช่าที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แสดงว่าลูกหนี้ได้ให้เจ้าหนี้ใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนดังกล่าวคืน จึงขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไม่ได้ เงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 3 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ลูกหนี้จะคืนให้เจ้าหนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาเช่าอาคารจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงเป็นหนี้ในอนาคตแม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ก็มีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ทั้งขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้สัญญาเช่าอาคารได้ครบกำหนดแล้วก็ตาม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารกับเงินกู้ยืมรวม 2,015,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจำนวน 1,100,000 บาท หนี้เงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.2 จำนวน 430,000 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอมา ส่วนหนี้ที่เป็นเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.3 จำนวน 485,000 บาท นั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิรับคืนเพราะสัญญาเช่ายังไม่ได้เลิกกันเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 1,530,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ได้ตกลงทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 โดยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 85,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกๆ เดือน ในวันทำสัญญาเช่าเจ้าหนี้ได้ชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เป็นของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ ได้วางเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ไว้แก่ลูกหนี้เพื่อประกันความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนต่อเมื่อมีการเลิกสัญญาเช่า ซึ่งขณะยื่นอุทธรณ์สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวน 485,000 บาท คืนจากลูกหนี้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 2 นั้น เจ้าหนี้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ปัจจุบันเจ้าหนี้ยังเช่าอาคารดังกล่าวอยู่โดยนำเงินค่าเช่าที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แสดงว่าลูกหนี้ได้ให้เจ้าหนี้ใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนดังกล่าวคืน จึงขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไม่ได้ ส่วนเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 3 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ลูกหนี้จะคืนให้เจ้าหนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาเช่าอาคารจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงเป็นหนี้ในอนาคต แม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตามเจ้าหนี้ก็มีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้สัญญาเช่าอาคารได้ครบกำหนดแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,930,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เมื่อได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารที่เช่าแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว (ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา-อุดมศักดิ์ นิติมนตรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272059
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030264"
    }
}
date
2548
deka_no
4388/2548
deka_running_no
4388
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา",
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 94"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด"
    },
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "นายธรรมนูญ บูรณะเสริมสม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนาตยาหรือสุกฤตา รัตน์นีรนาทหรือเภกะนันทน์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารกับเงินกู้ยืมรวม 2,015,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจำนวน 1,100,000 บาท หนี้เงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.2 จำนวน 430,000 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอมา ส่วนหนี้ที่เป็นเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.3 จำนวน 485,000 บาท นั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิรับคืนเพราะสัญญาเช่ายังไม่ได้เลิกกันเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 1,530,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ได้ตกลงทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 โดยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 85,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกๆ เดือน ในวันทำสัญญาเช่าเจ้าหนี้ได้ชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เป็นของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ ได้วางเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ไว้แก่ลูกหนี้เพื่อประกันความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนต่อเมื่อมีการเลิกสัญญาเช่า ซึ่งขณะยื่นอุทธรณ์สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวน 485,000 บาท คืนจากลูกหนี้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 2 นั้น เจ้าหนี้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ปัจจุบันเจ้าหนี้ยังเช่าอาคารดังกล่าวอยู่โดยนำเงินค่าเช่าที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แสดงว่าลูกหนี้ได้ให้เจ้าหนี้ใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนดังกล่าวคืน จึงขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไม่ได้ ส่วนเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 3 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ลูกหนี้จะคืนให้เจ้าหนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาเช่าอาคารจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงเป็นหนี้ในอนาคต แม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตามเจ้าหนี้ก็มีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้สัญญาเช่าอาคารได้ครบกำหนดแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,930,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เมื่อได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารที่เช่าแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000807.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548