คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2549 ฉบับเต็ม

#272111
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2549 กรุงเทพมหานคร โจทก์ บริษัทแปซิฟิค แบรนด์ส จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7, มาตรา 25 (3), มาตรา 30 ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญากับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที นั้น ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าวหาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ จำเลยต้องเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 310,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของภาษีป้ายที่ต้องชำระ 207,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยเศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิดูแลรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 และบริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้วตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2544 ศาลภาษีอากรกลางงดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายและเงินเพิ่ม 310,000 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย 207,000 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยยังคงเป็นเจ้าของป้ายพิพาทผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือไม่ เห็นว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา นับแต่วันที่ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่จำเลยอ้างว่า ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ป้ายโฆษณาพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสุดที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าวหาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานจึงเป็นอันยุติ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3) นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ทองหล่อ โฉมงาม-โนรี จันทร์ทร) ศาลภาษีอากรกลาง - นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272111
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025790"
    }
}
date
2549
deka_no
1251/2549
deka_running_no
1251
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 386"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 25 (3)",
            "ม. 30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรุงเทพมหานคร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแปซิฟิค แบรนด์ส จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 310,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของภาษีป้ายที่ต้องชำระ 207,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยเศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิดูแลรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 และบริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้วตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2544 ศาลภาษีอากรกลางงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายและเงินเพิ่ม 310,000 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย 207,000 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยยังคงเป็นเจ้าของป้ายพิพาทผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือไม่ เห็นว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา นับแต่วันที่ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่จำเลยอ้างว่า ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ป้ายโฆษณาพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสุดที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าวหาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานจึงเป็นอันยุติ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3) นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000765.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549