คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2549 ฉบับเต็ม

#272118
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2549 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายประพืช แก้วสุวรรณ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 338 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338, 83, 33 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำขอริบของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนนั้น จำเลยทั้งสองจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ. (ธนพจน์ อารยลักษณ์-โนรี จันทร์ทร-ศุภชัย สมเจริญ) ศาลจังหวัดสงขลา - นายสนั่น สร้อยผา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายจินดา ปัณฑะโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272118
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายสนั่น สร้อยผา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายจินดา ปัณฑะโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024607"
    }
}
date
2549
deka_no
2898/2549
deka_running_no
2898
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ศุภชัย สมเจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 338"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประพืช แก้วสุวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338, 83, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำขอริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนนั้น จำเลยทั้งสองจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000754.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549