คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 -ที่ 6664/2548 ฉบับเต็ม

#272158
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 - 6664/2548 นายสำลี กรุณา กับพวก โจทก์ นางลำดวน เชิงเสมอ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยาน จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ___________________________ โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 496 และโฉนดเลขที่ 19222 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับมรดกมาจากนายสังข์และนางแย้ม กรุณา บิดามารดา เมื่อปี 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสังข์และนางแย้ม แล้วโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งสี่เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา (ซื้อขาย) ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปแสดงแนวเขตการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลชั้นต้นจะนำเอาคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ เชิงเสมอ และนางพิสมัย มะลิวัลย์ หรือพยานโจทก์และจำเลยทุกปากซึ่งสืบพยานไว้ก่อนที่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานคดีนี้ คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยมาวินิจฉัยประกอบพยานอื่น แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ" พิพากษายืน (พีรพล พิชยวัฒน์-ธาดา กษิตินนท์-องอาจ โรจนสุพจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272158
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028145"
    }
}
date
2548
deka_no
6664/2548
deka_running_no
6664
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสำลี กรุณา กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางลำดวน เชิงเสมอ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 496 และโฉนดเลขที่ 19222 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับมรดกมาจากนายสังข์และนางแย้ม กรุณา บิดามารดา เมื่อปี 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสังข์และนางแย้ม แล้วโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งสี่เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาทั้งสี่สำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา (ซื้อขาย) ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปแสดงแนวเขตการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลชั้นต้นจะนำเอาคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ เชิงเสมอ และนางพิสมัย มะลิวัลย์ หรือพยานโจทก์และจำเลยทุกปากซึ่งสืบพยานไว้ก่อนที่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานคดีนี้ คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยมาวินิจฉัยประกอบพยานอื่น แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000787.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 -
year
2548