คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2548 ฉบับเต็ม

#272160
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2548 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทสยาม - ยูโร ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็คสัญญาขายลดตั๋วเงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกัน แต่ทุกวิธีล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่ก่อหนี้ทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ก) ชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันจำนวน 41,390,075.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญาขายลดเช็คและหนี้ตามสัญญากู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละประเภท ๆ ละ 200,000 บาท ภายในวันที่ 18 สิงหาคม 2542 โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 400,000 บาท และทำคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 36,669,514.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำมารวมเป็นทุนทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสี่และเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราสูงสุดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วเงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกันแต่ทุกวิธีล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่ก่อขึ้นทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) ชอบแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภทจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์ (สถิตย์ ทาวุฒิ-ปัญญา ถนอมรอด-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272160
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029636"
    }
}
date
2548
deka_no
5135/2548
deka_running_no
5135
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสยาม - ยูโร ลิสซิ่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันจำนวน 41,390,075.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญาขายลดเช็คและหนี้ตามสัญญากู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละประเภท ๆ ละ 200,000 บาท ภายในวันที่ 18 สิงหาคม 2542

โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 400,000 บาท และทำคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 36,669,514.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำมารวมเป็นทุนทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสี่และเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราสูงสุดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วเงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกันแต่ทุกวิธีล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่ก่อขึ้นทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) ชอบแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภทจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000801.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548