คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548 ฉบับเต็ม

#272173
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548 นางปราณี เกตุชิต โจทก์ นางจรัสศรี เยาวสุต จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง, มาตรา 27, มาตรา 67 (5), มาตรา 243, มาตรา 247 คำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่แก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 53/3 หมู่ที่ 5 ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 14,000 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตามคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ปรากฏว่าคำให้การจำเลยแผ่นแรกมีลายมือชื่อทนายจำเลย ส่วนลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นเรื่องของคำฟ้องคดีอาญาเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยจึงชอบแล้ว และวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายตามคำฟ้องตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2543 ไว้พิจารณา แต่ปรากฏว่าคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" นั้น เห็นว่า หาใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67 (5) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยมาชอบแล้วนั้น จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ไปโดยที่มิได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272173
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029085"
    }
}
date
2548
deka_no
5622/2548
deka_running_no
5622
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18 วรรคสอง",
            "ม. 27",
            "ม. 67 (5)",
            "ม. 243",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปราณี เกตุชิต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจรัสศรี เยาวสุต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 53/3 หมู่ที่ 5 ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 14,000 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตามคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ปรากฏว่าคำให้การจำเลยแผ่นแรกมีลายมือชื่อทนายจำเลย ส่วนลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นเรื่องของคำฟ้องคดีอาญาเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยจึงชอบแล้ว และวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายตามคำฟ้องตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2543 ไว้พิจารณา แต่ปรากฏว่าคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" นั้น เห็นว่า หาใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67 (5) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยมาชอบแล้วนั้น จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ไปโดยที่มิได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000796.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548