คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2548 ฉบับเต็ม

#272174
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2548 นายวิสุทธิ์ บุญบำรุงสุข โจทก์ บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 387, มาตรา 391, มาตรา 798, มาตรา 823 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาและต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทั้งให้นำเงินที่เหลือไปชำระ แสดงว่าจำเลยได้ยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยได้พัฒนาที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด ส่วนที่หนังสือของจำเลยระบุว่าก่อนถึงวันนัดให้โจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยก่อนวันที่กำหนดในหนังสือเพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไปรับโอนกรรมสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวระบุในสัญญา อย่างไรก็ตามการที่โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าจำเลยยังพัฒนาที่ดินไม่เรียบร้อย แต่โจทก์ก็พร้อมที่จะไปรับโอนกรรมสิทธิ์ตามวันเวลาที่จำเลยกำหนดนัด เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์มีหนังสือตอบรับยืนยันไปยังจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ไปตามกำหนดนัดจึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้ การบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ การมอบอำนาจให้บอกเลิกสัญญาจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน การที่โจทก์ได้เบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาว่าได้มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์ว่าได้ยอมรับการกระทำของทนายความที่กระทำแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 การบอกเลิกสัญญาจึงชอบแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและการบอกเลิกสัญญาของโจทก์มีผลสมบูรณ์แล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะมีหนังสือนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกครั้งหนึ่งและโจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินตามกำหนดนัดดังกล่าว ก็เป็นเพียงการให้โอกาสแก่จำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อพิพาทกันอีกต่อไป แต่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยก็ยังผิดนัดอีก พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเลิกสัญญากับจำเลยอีกต่อไป เมื่อเลิกสัญญาต่อกันแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ได้รับให้แก่โจทก์และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่รับไว้ด้วยซึ่งการคิดดอกเบี้ยในกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด แต่เป็นเรื่องที่จำเลยประพฤติผิดสัญญา และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจะไม่ได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยที่โจทก์จะคิดจากจำเลยในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาไว้ก็ตาม แต่โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามมาตรา 391 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จะซื้อที่ดินของจำเลย โจทก์ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังไม่พัฒนาที่ดินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้โครงการทิ้งร้างหยุดก่อสร้าง โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและตามที่โฆษณาชวนเชื่อก่อนโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,251,663.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,145,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาและการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ยเพราะไม่ได้ตกลงไว้ในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 572,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โดยโจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินของจำเลยในโครงการกฤษดาซิตี้ เลค แอนด์ พาร์ค ในราคา 2,863,500 บาท โจทก์ได้ชำระเงินแล้วทั้งสิ้น 572,700 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญา ต่อมาจำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 แจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เวลา 10 นาฬิกา ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี พร้อมทั้งให้นำเงินส่วนที่เหลือไปชำระ แสดงว่าจำเลยได้ยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยได้พัฒนาที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาข้อ 5 ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด ส่วนที่ปรากฏตามหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ มีข้อความระบุว่าก่อนที่จะถึงวันนัดให้โจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไปรับโอนกรรมสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวระบุไว้ในสัญญาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ตอบกลับไปยังจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยยังพัฒนาที่ดินไม่เรียบร้อย สาธารณูปโภคยังไม่ครบ และยังไม่ได้ดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ตามที่โฆษณาไว้ แต่โจทก์ก็พร้อมที่จะไปรับโอนกรรมสิทธิ์ตามวันเวลาที่จำเลยกำหนดนัดซึ่งเพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์มีหนังสือตอบรับยืนยันไปยังจำเลยแล้ว เมื่อถึงวันนัดโจทก์ได้ไปรอที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ตามกำหนดนัดโดยได้เตรียมเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,308,230 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยด้วยแต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ไปตามกำหนดนัด โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามสัญญาข้อ 6.3 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย และจำเลยได้รับหนังสือของโจทก์แล้วตามใบตอบรับ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกัน ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์กระทำโดยทนายความซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากโจทก์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจนั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การมอบอำนาจให้บอกเลิกสัญญาจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน อย่างไรก็ตามโจทก์ได้เบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาว่าได้มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์ว่าได้ยอมรับการกระทำของทนายความที่กระทำการแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 การบอกเลิกสัญญาจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ได้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นครั้งที่สองตามหนังสือนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย แสดงว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยจึงมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกันและยังคงใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย จึงถือว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือบอกสัญญาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 ส่งไปยังจำเลยซึ่งมีผู้รับหนังสือไว้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์แล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะมีหนังสือลงวันที่ 11 มกราคม 2541 นัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 29 มกราคม 2542 และโจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินตามกำหนดนัดดังกล่าวนั้น ก็เป็นเพียงการให้โอกาสแก่จำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อพิพาทกันอีกต่อไปเท่านั้น แต่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยก็ยังผิดนัดอีก พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเลิกสัญญากับจำเลยอีกต่อไปดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วเช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ได้รับจากโจทก์แล้วจำนวน 572,700 บาท แก่โจทก์ และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 391 วรรคสอง นับแต่วันที่รับไว้ด้วยที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกำหนดให้จำเลยเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด โดยไม่ปรากฏข้อตกลงในสัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น เห็นว่า กรณีไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแต่เป็นเรื่องที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังกล่าว ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ปรากฏว่าได้ระบุไว้โดยชัดแจ้ง จึงต้องถืออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (วิเชียร มงคล-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272174
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029526"
    }
}
date
2548
deka_no
5196/2548
deka_running_no
5196
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "วิเชียร มงคล",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 387",
            "ม. 391",
            "ม. 798",
            "ม. 823"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิสุทธิ์ บุญบำรุงสุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จะซื้อที่ดินของจำเลย โจทก์ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังไม่พัฒนาที่ดินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้โครงการทิ้งร้างหยุดก่อสร้าง โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและตามที่โฆษณาชวนเชื่อก่อนโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,251,663.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,145,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาและการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ยเพราะไม่ได้ตกลงไว้ในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 572,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โดยโจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินของจำเลยในโครงการกฤษดาซิตี้ เลค แอนด์ พาร์ค ในราคา 2,863,500 บาท โจทก์ได้ชำระเงินแล้วทั้งสิ้น 572,700 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญา ต่อมาจำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 แจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เวลา 10 นาฬิกา ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี พร้อมทั้งให้นำเงินส่วนที่เหลือไปชำระ แสดงว่าจำเลยได้ยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยได้พัฒนาที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาข้อ 5 ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด ส่วนที่ปรากฏตามหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ มีข้อความระบุว่าก่อนที่จะถึงวันนัดให้โจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไปรับโอนกรรมสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวระบุไว้ในสัญญาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ตอบกลับไปยังจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยยังพัฒนาที่ดินไม่เรียบร้อย สาธารณูปโภคยังไม่ครบ และยังไม่ได้ดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ตามที่โฆษณาไว้ แต่โจทก์ก็พร้อมที่จะไปรับโอนกรรมสิทธิ์ตามวันเวลาที่จำเลยกำหนดนัดซึ่งเพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์มีหนังสือตอบรับยืนยันไปยังจำเลยแล้ว เมื่อถึงวันนัดโจทก์ได้ไปรอที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ตามกำหนดนัดโดยได้เตรียมเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,308,230 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยด้วยแต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ไปตามกำหนดนัด โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามสัญญาข้อ 6.3 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย และจำเลยได้รับหนังสือของโจทก์แล้วตามใบตอบรับ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกัน ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์กระทำโดยทนายความซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากโจทก์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจนั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การมอบอำนาจให้บอกเลิกสัญญาจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน อย่างไรก็ตามโจทก์ได้เบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาว่าได้มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์ว่าได้ยอมรับการกระทำของทนายความที่กระทำการแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 การบอกเลิกสัญญาจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ได้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นครั้งที่สองตามหนังสือนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย แสดงว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยจึงมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกันและยังคงใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย จึงถือว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือบอกสัญญาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 ส่งไปยังจำเลยซึ่งมีผู้รับหนังสือไว้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์แล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะมีหนังสือลงวันที่ 11 มกราคม 2541 นัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 29 มกราคม 2542 และโจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินตามกำหนดนัดดังกล่าวนั้น ก็เป็นเพียงการให้โอกาสแก่จำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อพิพาทกันอีกต่อไปเท่านั้น แต่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยก็ยังผิดนัดอีก พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเลิกสัญญากับจำเลยอีกต่อไปดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วเช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ได้รับจากโจทก์แล้วจำนวน 572,700 บาท แก่โจทก์ และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 391 วรรคสอง นับแต่วันที่รับไว้ด้วยที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกำหนดให้จำเลยเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด โดยไม่ปรากฏข้อตกลงในสัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น เห็นว่า กรณีไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแต่เป็นเรื่องที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังกล่าว ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ปรากฏว่าได้ระบุไว้โดยชัดแจ้ง จึงต้องถืออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000800.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548