คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 970/2548 ฉบับเต็ม

#272175
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 970/2548 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทราชาเรสซิเด้นซ์กรุ๊ป จำกัด กับพวก ป.วิ.พ. มาตรา 296 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันมาวางศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนได้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องดังกล่าวไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติว่าหลักฐานเบื้องต้นนั้นจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนคำร้องที่ยื่น ดังนั้น คำร้องของจำเลยประกอบรายงานข้อเท็จจริงในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องไต่ส่วนคำร้องของจำเลยเสียก่อน และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นชอบที่ยกคำร้องของจำเลยได้ และคำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด (คำสั่งคำร้องศาลฎีกา) ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,325,479.45 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนอง 16 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนวน 16 โฉนด ตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาด โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 19,500,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาที่ขายต่ำเกินสมควร และผู้ลงชื่อเข้าประมูลซึ่งอ้างว่าเป็นผู้แทนโจทก์ไม่ยื่นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินจำนวน 500,000 บาท หรือหาประกันอื่นมาวางต่อศาลภายใน 30 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค้าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีข้อมูลหรือยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า มิได้บัญญัติว่า หลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้านั้น จะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนคำร้องที่ยื่น ดังนั้น คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบรายงานข้อเท็จจริงในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียก่อน และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเมื่อหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นก็ชอบที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเสีย และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกตามบทมาตราดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง" (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-พรเพชร วิชิตชลชัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272175
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034523"
    }
}
date
2548
deka_no
970/2548
deka_running_no
970
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทราชาเรสซิเด้นซ์กรุ๊ป จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,325,479.45 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนอง 16 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนวน 16 โฉนด ตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาด โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 19,500,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาที่ขายต่ำเกินสมควร และผู้ลงชื่อเข้าประมูลซึ่งอ้างว่าเป็นผู้แทนโจทก์ไม่ยื่นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินจำนวน 500,000 บาท หรือหาประกันอื่นมาวางต่อศาลภายใน 30 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค้าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีข้อมูลหรือยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า มิได้บัญญัติว่า หลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้านั้น จะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนคำร้องที่ยื่น ดังนั้น คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบรายงานข้อเท็จจริงในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียก่อน และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเมื่อหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นก็ชอบที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเสีย และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกตามบทมาตราดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000846.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548