ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1565/2550
นายเกิด หมั่นสิงห์หรือหมั้นสิงห์หรือมั่นสิงห์
โจทก์
นายมานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายเสรี สุชาตะประคัลภ์
ผู้ร้องสอด
นายมานพ พลจันทร์
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 86, มาตรา 87, มาตรา 248
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง โดยตั้งราคาที่ดินเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดงเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ซึ่งคิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็รับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามมาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน มิใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเดือนตุลาคม 2538 จำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง
จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซึ่งมีจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสรีเป็นผู้ครอบครอง โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของแต่เป็นการครอบครองแทนนายเสรี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เดิมที่ดินพิพาทแบ่งเป็น 4 แปลง และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นของกองมรดกของนายเสรี นอกจากนี้ที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่ ทางทิศใต้ของที่ดินแปลงที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทเป็นกองมรดกของนายเสรีเช่นกัน นายเสรีซื้อที่ดินแปลงนี้มาจากนายโสม บุสภาค แล้วให้ผู้อื่นเช่าตลอดมาจนนายเสรีถึงแก่ความตายเมื่อปี 2528 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่ดินต่อมา โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายเสรี ก่อนยื่นคำร้อง ผู้ร้องสอดได้บอกกล่าวให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้ผู้ร้องสอดได้รับความเสียหาย หากให้ผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจะได้ค่าเช่าเดือนละ 11,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และรับฟ้องแย้งเฉพาะที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่
โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความดำเนินการทำแผนที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานที่ดิน ตามแผนที่ที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 เฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดง แต่ไม่รวมถึงที่ดินเลขที่ 22 หน้าสำรวจ 1644 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกคำร้องสอด
จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องสอดในชั้นศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง โดยตั้งราคาที่ดินเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทำแผนที่พิพาทปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 เฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดงแต่ไม่รวมถึงที่ดินเลขที่ 22 หน้าสำรวจ 1644 เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่เอกสารหมาย ล.27 หนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.31 และสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย ล.32 แล้วที่ดินพิพาทกันในชั้นฎีกาคงมีเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยและผู้ร้องสอดรับฟังได้ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องสอดนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยและผู้ร้องสอดข้อแรกว่า การที่ศาลทั้งสองรับฟังแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 เป็นพยานหลักฐานในคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุแผนที่ดังกล่าวไว้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แผนที่พิพาทแตกต่างกับแผนที่พิพาทโดยสังเขปเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น นอกคำฟ้อง ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย และมาตรา 87 (2) มาปรับใช้ในคดีโดยให้เหตุผลว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้องไม่ สำหรับแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 นั้น แม้จำเลยและผู้ร้องสอดจะมิได้ลงชื่อรับรอง แต่จำเลยและผู้ร้องสอดก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับระวางโฉนดที่ดินแต่อย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวมาประกอบพยานหลักฐานอื่นได้
ที่จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาข้อต่อไปโดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนเนื้อที่ 4 ไร่ โดยอาศัยสิทธิของนางโกสุม สุชาตะประคัลภ์ ภรรยาของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ที่ดินพิพาทส่วนนี้จึงเป็นสินสมรสระหว่างนายเสรีกับนางโกสุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เป็นเรื่องนอกคำร้องสอดไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การและผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือผู้ร้องสอด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องนอกคำร้องสอดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของผู้ร้องสอด ซึ่งที่ดินพิพาทกันในชั้นฎีกามีเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ 137,600 บาท จำเลยและผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาในส่วนของฟ้องโจทก์เป็นเงินคนละ 3,440 บาท และผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาในส่วนของฟ้องแย้งเป็นเงิน 1,250 บาท แต่จำเลยและผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาคนละ 7,500 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยเป็นเงิน 4,060 บาท และผู้ร้องสอดเป็นเงิน 2,810 บาท"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยเป็นเงิน 4,060 บาท และผู้ร้องสอดเป็นเงิน 2,810 บาท
(สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ