คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2548 ฉบับเต็ม

#272326
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2548 พระครูสุวรรณโพธิรัต หรือนายบุญกอง ภูรัพพา โจทก์ นางมาลัย โคตรภักดี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 702, มาตรา 1299 สาเหตุที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้ ท. น้องสาวของโจทก์นำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่ ท. มิได้นำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความ จึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับความเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 3 ผู้สุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนการจำนองดังกล่าวและแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 2 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2539 โจทก์ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์พร้อมกับลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้นางทองรัตน์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวโอนขายให้จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุจะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจนำที่ดินไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 นิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ไม่ผูกพันโจทก์จึงต้องเพิกถอน เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์ตามที่นางทองรัตน์อ้างว่าจะนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่นางทองรัตน์มิได้นำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบว่ารับจำนองไว้โดยไม่รู้ว่ามีการปลอมเอกสารใบมอบอำนาจของโจทก์ ขณะจำเลยที่ 2 นำที่ดินมาขอจำนองก็มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ จำเลยที่ 3 จึงเชื่อว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 จึงรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยรู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบ มีการปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ดังกล่าว พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความจึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับความเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 3 ผู้สุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนการจำนองดังกล่าว และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 2 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272326
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029412"
    }
}
date
2548
deka_no
5280/2548
deka_running_no
5280
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 702",
            "ม. 1299"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พระครูสุวรรณโพธิรัต"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "หรือนายบุญกอง ภูรัพพา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมาลัย โคตรภักดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2539 โจทก์ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์พร้อมกับลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้นางทองรัตน์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวโอนขายให้จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุจะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจนำที่ดินไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 นิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ไม่ผูกพันโจทก์จึงต้องเพิกถอน เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์ตามที่นางทองรัตน์อ้างว่าจะนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่นางทองรัตน์มิได้นำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบว่ารับจำนองไว้โดยไม่รู้ว่ามีการปลอมเอกสารใบมอบอำนาจของโจทก์ ขณะจำเลยที่ 2 นำที่ดินมาขอจำนองก็มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ จำเลยที่ 3 จึงเชื่อว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 จึงรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยรู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบ มีการปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ดังกล่าว พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความจึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับความเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 3 ผู้สุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนการจำนองดังกล่าว และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 2 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000799.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548