คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6723/2548 ฉบับเต็ม

#272444
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6723/2548 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม นายชาตรี อาจสาลี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11), มาตรา 120, มาตรา 121 การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดฐานยักยอกนั้นถือเป็นการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) ซึ่งการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานใดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำไปแล้วเสียไป การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวีระพงษ์ พลศักดิ์ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย นายวีระพงษ์ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทสังวาลย์ รางสถิตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินจำนวน 870,000 บาท ของโจทก์ร่วม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ายักยอก ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในฐานความผิดลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดฐานยักยอก การรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาถือเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) การสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานใดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำไปแล้วเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธาดา กษิตินนท์-พีรพล พิชยวัฒน์-ฐานันท์ วรรณโกวิท) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272444
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028141"
    }
}
date
2548
deka_no
6723/2548
deka_running_no
6723
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (11)",
            "ม. 120",
            "ม. 121"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชาตรี อาจสาลี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวีระพงษ์ พลศักดิ์ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย นายวีระพงษ์ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทสังวาลย์ รางสถิตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินจำนวน 870,000 บาท ของโจทก์ร่วม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ายักยอก ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในฐานความผิดลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดฐานยักยอก การรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาถือเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) การสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานใดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำไปแล้วเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000787.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548