คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2549 ฉบับเต็ม

#272456
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2549 กรมศุลกากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเคนโซ่ มาร์เก็ตติ้งส์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 206, มาตรา 224 วรรคแรก, มาตรา 420 พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 มาตรา 18, มาตรา 31, มาตรา 32 การที่จำเลยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรโดยอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก ซึ่งเป็นความเท็จ จนได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีไปจากโจทก์นั้น เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิด จำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,293,278.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 30 มีนาคม 2538 จำเลยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 และขอโอนสิทธิในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนได้ทำหนังสือขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวและสัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจึงอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรและออกบัตรภาษีมูลค่า 1,293,278.99 บาท ให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออกที่จำเลยยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำไปใช้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสด และโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏวันที่โจทก์ทวงถามจึงให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-ทองหล่อ โฉมงาม-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นางกีรติ ตั้งธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272456
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นางกีรติ ตั้งธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022977"
    }
}
date
2549
deka_no
4757/2549
deka_running_no
4757
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 206",
            "ม. 224 วรรคแรก",
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 31",
            "ม. 32"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดเคนโซ่ มาร์เก็ตติ้งส์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,293,278.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 30 มีนาคม 2538 จำเลยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 และขอโอนสิทธิในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนได้ทำหนังสือขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวและสัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจึงอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรและออกบัตรภาษีมูลค่า 1,293,278.99 บาท ให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออกที่จำเลยยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำไปใช้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสด และโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏวันที่โจทก์ทวงถามจึงให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000739.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549