คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2548 ฉบับเต็ม

#272459
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2548 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายจำนงค์ ปานช้าง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 219, มาตรา 225 ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นจำคุก 6 เดือนไม่รอการลงโทษเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย และข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาทำไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แดงและไม้สะเดาจำนวน 12 ท่อน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (2) ฐานมีไม้แปรรูปรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ ริบไม้แปรรูป 125 แผ่นของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูป รวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีการคัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยทราบประกาศนั้นแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกประกาศให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด โดยมีการคัดสำเนาประกาศไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง และเมื่อข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น มาตรา 73 วรรคสอง (2) กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกเพียง 1 ปี ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้เพราะเห็นว่าต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้รอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีการับวินิจฉัยและเห็นว่าปริมาณไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด รวมปริมาตร 3.64 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง ทั้งข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูปฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษซึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษในข้อหาความผิดนี้เช่นกัน ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ นั้น โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว รวมจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-ธานิศ เกศวพิทักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ปัญหาที่น่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ที่บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ในคดีนี้การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ มีความหมายว่าเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลยหรือไม่ คดีนี้ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 4 เดือนและปรับ 40,000 บาท ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในข้อหานี้ เป็นจำคุก 6 เดือน ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับเป็นการอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษประการเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเท่าที่ผ่านมาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่ 1231/2508 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามมาตรา 289 ถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212, 225 ฎีกาที่ 677/2510 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามมาตรา 297 ถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่436/2511 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสแต่ไม่มีเจตนาฆ่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่ 435/2514 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297, 80 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 288, 80, 72 จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามมาตรา 297 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 288, 80 ศาลฎีกาก็ลงโทษให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นลงมาไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำโดยบันดาลโทสะ และมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่ 2153/2519 คดีพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง จำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาควรจะได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ลดโทษเลยนั้น พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น ฎีกาที่ 234/2530 คดีปล้นทรัพย์ โจทก์ฎีกาขอให้ระวางโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งนั้น ถือได้ว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 340 ตรีแล้ว โดยระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340 กึ่งหนึ่ง ฎีกาที่ 3741/2540 คดีวางระเบิดฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษประหารชีวิตโดยไม่ต้องลดโทษให้จำเลยเท่ากับเป็นการเพิ่มโทษจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา ฎีกาที่ 3987/2543 คดีพรากผู้เยาว์ โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าไม่ควรรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ แต่กำหนดโทษใหม่สูงกว่าที่ศาลชั้นต้นลงมา เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองให้หนักขึ้น จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ฎีกาที่ 4647/2548 จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 20 เม็ด ซึ่งมิใช่จำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษให้จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ด้วยความเคารพ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ (1) คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโทษที่ศาลชั้นต้นวางมา และการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษนั้น โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์คัดค้านมา (2) โทษที่ศาลชั้นต้นวางมาก่อนลดเพียง 4 เดือน แต่ระวางโทษตามกฎหมายมีโทษขั้นสูงจำคุกถึง 5 ปี และ (3) ตามนัยฎีกาที่ 4647/2548 การอุทธรณ์ในทำนองขอเพิ่มโทษ มิจำต้องใช้ถ้อยคำตรง ๆ เพียงแต่สื่อความหมายในทำนองว่าเป็นการขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้น ถ้อยคำที่ว่าว่าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักจึงน่าจะไม่ใช่มีความหมายเพียงว่าเท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงอย่างเดียว ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272459
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028567"
    }
}
date
2548
deka_no
6121/2548
deka_running_no
6121
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 219",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจำนงค์ ปานช้าง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย และข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาทำไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แดงและไม้สะเดาจำนวน 12 ท่อน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (2) ฐานมีไม้แปรรูปรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ ริบไม้แปรรูป 125 แผ่นของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูป รวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีการคัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยทราบประกาศนั้นแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกประกาศให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด โดยมีการคัดสำเนาประกาศไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง และเมื่อข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น มาตรา 73 วรรคสอง (2) กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกเพียง 1 ปี ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้เพราะเห็นว่าต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้รอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีการับวินิจฉัยและเห็นว่าปริมาณไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด รวมปริมาตร 3.64 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง ทั้งข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูปฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษซึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษในข้อหาความผิดนี้เช่นกัน ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ นั้น โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว รวมจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ปัญหาที่น่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ที่บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ในคดีนี้การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ มีความหมายว่าเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลยหรือไม่ คดีนี้ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 4 เดือนและปรับ 40,000 บาท ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในข้อหานี้ เป็นจำคุก 6 เดือน ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับเป็นการอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษประการเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเท่าที่ผ่านมาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่ 1231/2508 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามมาตรา 289 ถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212, 225 ฎีกาที่ 677/2510 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามมาตรา 297 ถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่436/2511 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสแต่ไม่มีเจตนาฆ่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่ 435/2514 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297, 80 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 288, 80, 72 จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามมาตรา 297 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 288, 80 ศาลฎีกาก็ลงโทษให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นลงมาไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำโดยบันดาลโทสะ และมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาที่ 2153/2519 คดีพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง จำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาควรจะได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ลดโทษเลยนั้น พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น ฎีกาที่ 234/2530 คดีปล้นทรัพย์ โจทก์ฎีกาขอให้ระวางโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งนั้น ถือได้ว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 340 ตรีแล้ว โดยระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340 กึ่งหนึ่ง ฎีกาที่ 3741/2540 คดีวางระเบิดฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษประหารชีวิตโดยไม่ต้องลดโทษให้จำเลยเท่ากับเป็นการเพิ่มโทษจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา ฎีกาที่ 3987/2543 คดีพรากผู้เยาว์ โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าไม่ควรรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ แต่กำหนดโทษใหม่สูงกว่าที่ศาลชั้นต้นลงมา เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองให้หนักขึ้น จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ฎีกาที่ 4647/2548 จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 20 เม็ด ซึ่งมิใช่จำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษให้จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ด้วยความเคารพ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ (1) คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโทษที่ศาลชั้นต้นวางมา และการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษนั้น โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์คัดค้านมา (2) โทษที่ศาลชั้นต้นวางมาก่อนลดเพียง 4 เดือน แต่ระวางโทษตามกฎหมายมีโทษขั้นสูงจำคุกถึง 5 ปี และ (3) ตามนัยฎีกาที่ 4647/2548 การอุทธรณ์ในทำนองขอเพิ่มโทษ มิจำต้องใช้ถ้อยคำตรง ๆ เพียงแต่สื่อความหมายในทำนองว่าเป็นการขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้น ถ้อยคำที่ว่าว่าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักจึงน่าจะไม่ใช่มีความหมายเพียงว่าเท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงอย่างเดียว ประทีป อ่าววิจิตรกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000791.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548