ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2549
นางอรทัย โสภาพันธ์
โจทก์
นางนิตยา เกษเจริญคุณ โดยนายธงชัย เหงียนวัน
ผู้จัดการทรัพย์สิน กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 37, มาตรา 48 วรรคสอง, มาตรา 420, มาตรา 1373
ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 74 (2), มาตรา 84 (2), มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247
แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาไปโดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวแต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย
ธ. เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2548 ดังนั้น ขณะที่ ธ. ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ธ. ยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของ ธ. และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว
โจทก์มีสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มานำสืบประกอบ โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว
จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ตลอดมา แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออก จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 47348 ตำบลคำไฮใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว นางธงชัย เหงียนวัน บุตรของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การในนามของจำเลยที่ 1 และขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยให้นายธงชัยผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จึงถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายธงชัยเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 โดยปริยาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารโดยห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท (น.ส.3 ก.) เลขที่ 82 เล่ม 1 ข หน้า 32 เลขที่ดิน 53 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน (น.ส. 4 จ.) เลขที่ดิน 97 เล่ม 574 หน้า 48 หน้าสำรวจ 777 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลคำไฮใหญ่ (ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอดอนมดแดง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ครั้งแรก เจ้าพนักงานศาลไม่สามารถส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่อยู่บ้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองอีกครั้ง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย การส่งครั้งที่สองเจ้าพนักงานศาลไม่พบจำเลยทั้งสอง จึงปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ต่อมานายบัวลี กาวัลย์ พี่ชายของจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือผู้ไม่อยู่ นายบัวลีเป็นผู้อนุบาลหรือผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ศาลชั้นต้นรับคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่านายบัวลีมิใช่ผู้อนุบาลหรือผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาตามคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การในกำหนดจึงสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนวิกลจริตหายออกไปจากบ้านตามภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่จะมีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีภูมิลำเนาแน่นอนและไม่ทราบที่อยู่ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการประกาศหนังสือพิมพ์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาไปตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 โดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวก็ตาม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ดังนั้น ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปที่ว่า คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า นายธงชัย เหงียนวัน เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นหมาย ร.2 หรือ ล.12 ดังนั้นขณะที่นายธงชัยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 243 นายธงชัยยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัยเสีย และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางนาง แก้วเสนา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2531 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่เอกสารหมาย จ.4 วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 มาขอเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ในการเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ได้กำหนดค่าเช่าไว้เนื่องจากสามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นญาติกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ฝ่ายจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 2 นายธงชัย เหงียนวัน บุตรของจำเลยทั้งสอง นางชา ชมพูเกตุ นายวิเชียร บุญสงค์ นายอ่อน แก้วเนตร นางวันดี ทวีสุข นายสวาท จันทรักษ์ และนายสมศิลป์ สูนานนท์ เบิกความเป็นพยานว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เห็นว่า โจทก์มีพยานเอกสารคือสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มานำสืบประกอบโจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มิสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 คงนำสืบเพียงลอย ๆ ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมานำสืบประกอบ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีนายประเสริฐ สว่างแก้ว และนายสุรพงษ์ โสภาพันธ์ สามีโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเพื่ออยู่อาศัย กำหนดระยะเวลาการเช่า 5 ปี ครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 นายสุรพงษ์เป็นผู้เขียนสัญญาเช่านายประเสริฐลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 นายธงชัย นายวิเชียร นายอ่อน และนางวันดี เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้เช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ขณะทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 อายุ 45 ปี มิใช่ 48 ปี ที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่าไม่ถูกต้อง สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า นายประเสริฐ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยนายประเสริฐลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่าดังกล่าว พยานโจทก์ปากนี้เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอโขงเจียม ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายโจทก์ จึงรับฟังเป็นพยานคนกลางได้ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าอายุและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่าไม่ถูกต้องนั้น เป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา ทั้งเรื่องนี้นายสุรพงษ์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านไว้ว่าในวันทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 นำสำเนาทะเบียนบ้านมาให้นายสุรพงษ์ นายสุรพงษ์จึงได้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่า ส่วนที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 วิกลจริตตั้งแต่ปี 2512 นั้น เรื่องนี้ได้ความจากนายหวาน ศรีเรือนทอง แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จากรายงานประวัติเอกสารหมาย ล.10 ในปี 2538 จำเลยที่ 1 เข้ามารับการรักษาด้วยตนเองและพูดรู้เรื่อง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ตลอดมา แม้จำเลยทั้งสองจะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออก จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัย เหงียนวัน และไม่รับคำร้องดังกล่าว คืนค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ศุภชัย สมเจริญ-โนรี จันทร์ทร-ธนพจน์ อารยลักษณ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ