คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548 ฉบับเต็ม

#272484
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548 บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด โจทก์ ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 289, มาตรา 302 คำร้องของผู้ร้องที่ขอรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง คำร้องเช่นนี้ มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจในการออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น และแม้มาตรา 15 วรรคสอง จะบัญญัติให้ศาลที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 32 วรรคสาม แต่ก็หาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่า ศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลที่บังคับคดีแทนจึงเป็นการไม่ชอบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 และให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และโฉนดเลขที่ 101969 ตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินที่ยึดนั้นโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ (1) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288, 289 และ 290 ได้บัญญัติทำนองเดียวกันว่าให้ยื่นคำร้องขอและคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีซึ่งเป็นถ้อยคำที่ตรงกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละความหมายกับคำว่า ศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 15 วรรคสาม และ 302 วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้แปลความของถ้อยคำทั้งสองให้เห็นได้ว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจนอย่างไร (2) การดำเนินการของผู้ร้องในคดีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ต้องยื่นเป็นคำร้องขอ ซึ่งถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และเป็นคำคู่ความตามมาตรา 1 (5) ทั้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 ประกอบตาราง 1 ข้อ 1 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลตรวจคำร้องขอแล้วเห็นว่า มิได้เป็นการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอหรือคืนคำร้องขอนั้นเพื่อให้ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม และศาลต้องมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดซึ่งรวมถึงค่าขึ้นศาลแก่ผู้ร้องขอด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้ค่าคำร้องเป็นพับ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาก็แปลคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่าเป็นการไม่รับหรือคืนคำร้องขอดังกล่าว ทวี ประจวบลาภ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272484
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027716"
    }
}
date
2548
deka_no
7565/2548
deka_running_no
7565
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 289",
            "ม. 302"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และโฉนดเลขที่ 101969 ตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินที่ยึดนั้นโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
(1) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288, 289 และ 290 ได้บัญญัติทำนองเดียวกันว่าให้ยื่นคำร้องขอและคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีซึ่งเป็นถ้อยคำที่ตรงกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละความหมายกับคำว่า ศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 15 วรรคสาม และ 302 วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้แปลความของถ้อยคำทั้งสองให้เห็นได้ว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจนอย่างไร (2) การดำเนินการของผู้ร้องในคดีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ต้องยื่นเป็นคำร้องขอ ซึ่งถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และเป็นคำคู่ความตามมาตรา 1 (5) ทั้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 ประกอบตาราง 1 ข้อ 1 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลตรวจคำร้องขอแล้วเห็นว่า มิได้เป็นการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอหรือคืนคำร้องขอนั้นเพื่อให้ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม และศาลต้องมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดซึ่งรวมถึงค่าขึ้นศาลแก่ผู้ร้องขอด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้ค่าคำร้องเป็นพับ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาก็แปลคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่าเป็นการไม่รับหรือคืนคำร้องขอดังกล่าว ทวี ประจวบลาภ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000783.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548