คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4352/2550 ฉบับเต็ม

#272496
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4352/2550 นางสาวชนาภา พรพิพัฒน์ โดยนายทราย พรพิพัฒน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 443 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันทีค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง 80,000 บาท ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสัมปทานการเดินรถโดยสารประจำทางแล่นระหว่างอำเภอหาดใหญ่ - อำเภอเมืองสงขลา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถร่วมโดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา โดยนำรถยนต์ดังกล่าวเข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 และทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนศรีภูวนารถไปทางทิศตะวันตกด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้มลงได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาท ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมดไม่เกิน 100,000 บาท และโจทก์ก็มีส่วนกระทำผิดด้วยจึงเรียกร้องค่าเสียหายได้เพียงบางส่วน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า เหตุละเมิดคดีนี้หาได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ไม่ แต่เกิดจากความประมาทของโจทก์ แต่หากฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทและต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมก็รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งไม่เกินวงเงิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และไม่เกิน 80,000 บาท กรณีมรณะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,422,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทนายโจทก์และนายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 นายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 722,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถยนต์โดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับรถไปถึงที่เกิดเหตุระหว่างนั้นโจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์อยู่ในที่เกิดเหตุได้ประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในคดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลานานถึง 33 ปี เป็นเงินถึง 594,000 บาท เป็นการไม่เป็นธรรมต่อจำเลยทั้งสอง เพราะได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 แต่พยานโจทก์เบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 โดยปกปิดการตายไม่ให้จำเลยทั้งสองทราบ และทนายโจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องของบิดาโจทก์ขอรับมรดกความเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ทั้งพยานโจทก์เบิกความเพียงว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีกำไรจากการประกอบอาชีพเดือนละ 40,000 บาท ขอเรียกค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้เป็นเงิน 800,000 บาท โดยไม่ได้แสดงหลักฐานอื่นประกอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีทนายโจทก์เบิกความว่าโจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีลูกจ้าง 4 คน มีกำไรจากการประกอบอาชีพประมาณเดือนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการดังกล่าวจริง และกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเวลาถึง 33 ปีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองเพียงใด เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยร่วม ในสัญญาหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.1 ได้ระบุว่า ไม่คุ้มครองถึงความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะส่วนเกินพระราชบัญญัติฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ต้องทุพพลภาพอย่างถาวร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในวงเงิน 80,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง 80,000 บาทไม่ถูกต้อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยจำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 858,530 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย (ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-สมศักดิ์ เนตรมัย-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272496
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016494"
    }
}
date
2550
deka_no
4352/2550
deka_running_no
4352
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 443"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวชนาภา พรพิพัฒน์ โดยนายทราย พรพิพัฒน์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสัมปทานการเดินรถโดยสารประจำทางแล่นระหว่างอำเภอหาดใหญ่ - อำเภอเมืองสงขลา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถร่วมโดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา โดยนำรถยนต์ดังกล่าวเข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 และทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนศรีภูวนารถไปทางทิศตะวันตกด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้มลงได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาท ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมดไม่เกิน 100,000 บาท และโจทก์ก็มีส่วนกระทำผิดด้วยจึงเรียกร้องค่าเสียหายได้เพียงบางส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า เหตุละเมิดคดีนี้หาได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ไม่ แต่เกิดจากความประมาทของโจทก์ แต่หากฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทและต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมก็รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งไม่เกินวงเงิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และไม่เกิน 80,000 บาท กรณีมรณะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,422,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทนายโจทก์และนายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 นายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 722,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถยนต์โดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับรถไปถึงที่เกิดเหตุระหว่างนั้นโจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์อยู่ในที่เกิดเหตุได้ประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในคดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลานานถึง 33 ปี เป็นเงินถึง 594,000 บาท เป็นการไม่เป็นธรรมต่อจำเลยทั้งสอง เพราะได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 แต่พยานโจทก์เบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 โดยปกปิดการตายไม่ให้จำเลยทั้งสองทราบ และทนายโจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องของบิดาโจทก์ขอรับมรดกความเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ทั้งพยานโจทก์เบิกความเพียงว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีกำไรจากการประกอบอาชีพเดือนละ 40,000 บาท ขอเรียกค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้เป็นเงิน 800,000 บาท โดยไม่ได้แสดงหลักฐานอื่นประกอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีทนายโจทก์เบิกความว่าโจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีลูกจ้าง 4 คน มีกำไรจากการประกอบอาชีพประมาณเดือนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการดังกล่าวจริง และกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเวลาถึง 33 ปีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองเพียงใด เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยร่วม ในสัญญาหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.1 ได้ระบุว่า ไม่คุ้มครองถึงความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะส่วนเกินพระราชบัญญัติฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ต้องทุพพลภาพอย่างถาวร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในวงเงิน 80,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง 80,000 บาทไม่ถูกต้อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยจำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 858,530 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000681.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550