คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2903/2550 ฉบับเต็ม

#272580
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2903/2550 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.ที. แทรคเตอร์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ซึ่งราคาที่ประเมินไว้เป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินออกไป ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลทรัพย์สินใหม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 8 แปลง ของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นชอบในราคาประเมินที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,000,000 บาท ตามที่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ไว้เพียง 10,000,000 บาท ทั้งที่ตกลงตั้งราคาประเมินไว้ที่ 13,000,000 บาท อีกทั้งทางราชการประกาศขึ้นราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่ 10,000,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ซึ่งราคาประเมินไว้เป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินออกไป ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้อขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประเมินทรัพย์สินใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ชาลี ทัพภวิมล-สมศักดิ์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272580
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017413"
    }
}
date
2550
deka_no
2903/2550
deka_running_no
2903
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "สมศักดิ์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.ที. แทรคเตอร์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 8 แปลง ของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นชอบในราคาประเมินที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,000,000 บาท ตามที่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ไว้เพียง 10,000,000 บาท ทั้งที่ตกลงตั้งราคาประเมินไว้ที่ 13,000,000 บาท อีกทั้งทางราชการประกาศขึ้นราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่ 10,000,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ซึ่งราคาประเมินไว้เป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินออกไป ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้อขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประเมินทรัพย์สินใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000689.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550