คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2550 ฉบับเต็ม

#272588
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2550 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายสกล แสนบุราณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี บัญญัติว่า "ในการสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้..." จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับสืบพยานเด็ก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลับ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำเบิกความของผู้เสียหายย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านเชียงยืน ได้กระทำชำเราเด็กหญิง จ. อายุ 13 ปีเศษ (เกิดวันที่ 25 พฤษภาคม 2530) ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเชียงยืน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 285 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 285 จำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285 ลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า การสืบพยานเด็กคดีนี้ศาลชั้นต้นไม่จัดให้แยกห้องพิจารณาสำหรับเด็กเบิกความแล้วให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณา เพื่อไม่ให้คู่ความหรือทนายความถามพยานเด็กโดยตรง และต้องถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ศาลจึงจะบันทึกคำเบิกความพยานเด็กได้ แต่คดีนี้ไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานที่เป็นเด็กตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงเป็นการผิดระเบียบ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี บัญญัติว่าในการสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้... จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับสืบพยานเด็ก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลับ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 เมษายน 2545 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำเบิกความของผู้เสียหายย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (บวร กุลทนันทน์-ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272588
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082019405"
    }
}
date
2550
deka_no
529/2550
deka_running_no
529
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "บวร กุลทนันทน์",
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสกล แสนบุราณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านเชียงยืน ได้กระทำชำเราเด็กหญิง จ. อายุ 13 ปีเศษ (เกิดวันที่ 25 พฤษภาคม 2530) ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเชียงยืน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 285 จำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285 ลงโทษจำคุก 12 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า การสืบพยานเด็กคดีนี้ศาลชั้นต้นไม่จัดให้แยกห้องพิจารณาสำหรับเด็กเบิกความแล้วให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณา เพื่อไม่ให้คู่ความหรือทนายความถามพยานเด็กโดยตรง และต้องถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ศาลจึงจะบันทึกคำเบิกความพยานเด็กได้ แต่คดีนี้ไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานที่เป็นเด็กตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงเป็นการผิดระเบียบ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี บัญญัติว่าในการสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้... จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับสืบพยานเด็ก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลับ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 เมษายน 2545 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำเบิกความของผู้เสียหายย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000707.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550