คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550 ฉบับเต็ม

#272603
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 95 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74, มาตรา 84, มาตรา 97, มาตรา 98 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 94 บัญญัติว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หาใช่มาตรา 84 ไม่ ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 95 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ คดียังไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่จัดการเก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,600 เม็ด ที่ตรวจยึดได้เพื่อส่งมอบต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งสาม แต่จำเลยทั้งห้าร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเบียดบังเอาเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้จำนวน 3,398 เม็ด ราคาเม็ดละ 150 บาท รวมเป็นเงิน 509,700 บาท เป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และจำเลยที่ 1 ได้เรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท จากผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยจะไม่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอชด้วยหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต่อมาจำเลยทั้งห้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจนจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ตามสำเนาคำสั่งตำรวจภูธรภาค 1 หลังจากนั้นพันตำรวจเอกศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรียื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตนเองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้ในวันดังกล่าว หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดทางอาญา แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำจาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลมหาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 95 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชาลี ทัพภวิมล-พรเพชร วิชิตชลชัย-สมศักดิ์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272603
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018924"
    }
}
date
2550
deka_no
845/2550
deka_running_no
845
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "สมศักดิ์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 95"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 74",
            "ม. 84",
            "ม. 97",
            "ม. 98"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่จัดการเก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,600 เม็ด ที่ตรวจยึดได้เพื่อส่งมอบต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งสาม แต่จำเลยทั้งห้าร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเบียดบังเอาเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้จำนวน 3,398 เม็ด ราคาเม็ดละ 150 บาท รวมเป็นเงิน 509,700 บาท เป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และจำเลยที่ 1 ได้เรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท จากผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยจะไม่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอชด้วยหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต่อมาจำเลยทั้งห้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจนจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ตามสำเนาคำสั่งตำรวจภูธรภาค 1 หลังจากนั้นพันตำรวจเอกศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรียื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตนเองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้ในวันดังกล่าว หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดทางอาญา แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำจาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลมหาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 95 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000703.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550