ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2550
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์
นายวุฒิชัยหรือจี๊ด เพี้ยนสำอางค์
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้มีความหมายว่า สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ยังฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูง มิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนกระทำ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้รับความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอที่ศาลจะลงโทษโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะมี อ. มารดาของผู้เสียหาย และ บ. เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุกับร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบพยานเอกสารต่างๆ ยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยพยานมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราและโจทก์ก็ไม่ได้นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล แต่ อ. ก็เป็นมารดาของผู้เสียหายซึ่งรับทราบข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายทันทีที่ได้พบกัน และ บ. ก็เป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีใกล้ชิดกับเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง ส่วนร้อยตำรวจเอก ส. ก็เป็นพนักงานสอบสวนที่สอบคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนไว้และยืนยันข้อเท็จจริงตามนั้น จึงไม่มีข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยในถ้อยคำของพยานโจทก์เหล่านั้นแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยหยิบยกขึ้นฎีกา เรื่องการตรวจพบตัวอสุจิหลังจากเกิดเหตุแล้วถึง 12 วัน โดยอ้างว่าขัดต่อหลักวิชาการแพทย์นั้น เป็นปัญหาปลีกย่อยอันเป็นเพียงพลความ ไม่ใช่ข้อพิรุธอันควรระแวงสงสัยในพยานหลักฐานของโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสาม (ที่ถูกประกอบมาตรา 83) จำคุกตลอดชีวิต จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 53) คงจำคุก 25 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกที่หลบหนีและที่แยกดำเนินคดีที่ศาลอื่นร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ดังนี้จำเลยจะโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่างสถานที่ต่างเวลา และขาดตอนจากการที่พวกของจำเลยกระทำในครั้งแรก มิใช่เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับพวกอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม เป็นทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้นไม่ได้เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้มีความหมายว่าสำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนกระทำ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธเพียงแต่ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอที่ศาลจะลงโทษโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะมีนางอัญชบี ดูทรา มารดาของผู้เสียหาย และนางบุญมาก บุตรงาม เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ กับร้อยตำรวจเอกสมพงศ์ ภาคธรรม พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบพยานเอกสารต่างๆ ยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยพยานมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราและโจทก์ก็ไม่ได้นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล แต่นางอัญชลีก็เป็นมารดาของผู้เสียหายซึ่งรับทราบข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายทันทีที่ได้พบกัน และนางบุญมากก็เป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง ส่วนร้อยตำรวจเอกสมพงศ์ก็เป็นพนักงานสอบสวนที่สอบคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนไว้และยืนยันข้อเท็จจริงตามนั้น จึงไม่มีข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยในถ้อยคำของพยานโจทก์เหล่านั้นแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยหยิบยกขึ้นฎีกา เรื่องการตรวจพบตัวอสุจิหลังจากเกิดเหตุแล้วถึง 12 วัน โดยอ้างว่าขัดต่อหลักวิชาการแพทย์นั้น เป็นปัญหาปลีกย่อยอันเป็นเพียงพลความ ไม่ใช่ข้อพิรุธอันควรระแวงสงสัยในพยานหลักฐานของโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-สบโชค สุขารมณ์-มนตรี ยอดปัญญา)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
มีหลักกฎหมายละตินเรื่องคำให้การรับสารภาพว่า Confessio facta in judio omni probatione major est. (A confession made in judicial proceedings is of greater force than all proof.) "คำให้การรับสารภาพในกระบวนพิจารณาเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ทรงพลัง" ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคแรก จึงบัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ลักษณะของคำรับสารภาพ ที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายจะต้องประกอบด้วย 1. เป็นคำให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาต่อหน้าศาล 2. จำเลยต้องให้การรับสารภาพในขณะจิตใจปกติ (ดู ป.วิ.อ. มาตรา 14) มิใช่ร่างกายอ่อนล้า เหนื่อยเพลีย (ดูฎีกาที่ 1029/2548 ส.4/49) 3. คำให้การรับสารภาพต้องชัดเจนไม่เคลือบคลุม 4. เป็นคำให้การรับสารภาพที่มาจากปากจำเลยเอง ต้องรับสารภาพตามฟ้องไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อต่อสู้ใดๆ แอบแฝง เช่น เป็นป้องกัน บันดาลโทสะ หรือจำเป็นอย่างที่เรียกกันว่าแทงกั๊ก เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยอมให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี เข้าเล่นการพนันซึ่งได้รับอนุญาตแล้ว จำเลยให้การว่าได้ถามเด็กแล้ว เด็กบอกว่าอายุ 20 ปี จึงให้เข้าเล่นและจำเลยแถลงว่าไม่มีพยานมาสืบไม่ขอต่อสู้คดี โจทก์ไม่สืบพยานต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้รับสารภาพ (ฎีกาที่ 955/2480 อัยการภูเก็ต โจทก์ นายโจ๋ แซ่ก้าม กับพวก จำเลย) คำให้การรับสารภาพโดยเข้าใจผิด ไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ (ฎีกาที่ 1077/2529 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายทองหยดหรือน้อย สนโต กับพวก จำเลย) แต่ศาลไม่จำต้องฟังคำให้การรับสารภาพของจำเลยมาลงโทษจำเลยเสมอไปอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะวินิจฉัยว่าศาลจะลงโทษตามคำรับหรือไม่ (ฎีกาที่ 894/2478 อัยการสุพรรณบุรี โจทก์ นายส่วน เรืองกระจ่าง จำเลย) หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลจะไม่เชื่อคำให้การรับสารภาพของจำเลยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้คดีก็ต้องทำการสืบพยานไปแล้วจึงตัดสิน แต่ในคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง หรือที่เรียกกันในทางปฏิบัติว่าคดีต้องสืบประกอบนั้น มีปัญหาเกิดขึ้นทางปฏิบัติเสมอ โดยเฉพาะในปัญหาที่ว่าจะสืบพยานเท่าใดจึงจะพอฟัง จะสืบเพียงพนักงานสอบสวนเพียงปากเดียวเพียงพอหรือไม่? ขอให้สังเกตกฎหมายใช้คำว่า ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง มิใช่ถึงขนาดต้องชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยปฏิเสธ (ฎีกาที่ 1965/2547) เมื่อพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อก็ถือว่าโจทก์นำสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำผิดจริงไม่ได้ (ฎีกาที่ 901/2482 อัยการธัญบุรี โจทก์ นายแถบ วงษ์วารี จำเลย) การนำสืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพเป็นหน้าที่ของโจทก์ไม่ใช่ให้ศาลเที่ยวหาพยานมาสืบเอง (ฎีกาที่ 1061/2481 อัยการเพชรบุรี โจทก์ นายอิ่ม เอี่ยมมงคล จำเลย) การสืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพต้องไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ (ฎีกาที่ 337/2482 อัยการสุโขทัย โจทก์ นายหยด จันน้อย กับพวก จำเลย) คดีตัวอย่าง พยานหลักฐานที่สืบมาพอฟังได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1136/2479 อัยการนครปฐม โจทก์ นายตู้ มีทรัพย์มั่น จำเลย คดีฆ่าคนตาย จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำปลัดอำเภอคนเดียวมาเบิกความว่าเป็นผู้ไปจับจำเลยและสอบสวนเรื่องนี้มีพยานว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่า จำเลยรับสารภาพชั้นสอบสวนโดยดี พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ได้ให้การไว้ และโจทก์ส่งคำพยานชั้นสอบสวนต่อศาล และไม่สืบพยานอีก ลงโทษได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2491 (หน้า 688) อัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายอ้าย ภิญโญจิตร จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลว่าฆ่าผู้ตายจริง โจทก์มี อ. มาสืบว่า จำเลยกลับถึงบ้านก็บอกพยานว่าแทงคนตายและให้ดูมีดเปื้อนเลือด และมีปลัดอำเภอผู้สอบสวนมาเบิกความว่าจำเลยรับว่าแทงคนตาย กับมีแพทย์ผู้ชันสูตรศพว่าผู้ตายตายเพราะถูกแทง คดีลงโทษฐานฆ่าคนได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2545 (ส.12/235) พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นายเชิดชัย ขันทอง จำเลย ถ้อยคำของจำเลยในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 จำเลยรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลย ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุกรรม (DNA) ได้ความว่าได้รหัสพันธุกรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตายน่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2965/2547 (ส.3/175) พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นายสมบูรณ์ วันดี กับพวก จำเลย คดีมีปัญหาว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองจะรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางรัชนูได้หรือไม่ โจทก์มีผู้จับกุมตรวจค้น บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูที่ว่าซื้อยาเสพติดมาจากจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานโจทก์เป็นที่พอใจแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นางรัชนูจริง คดีตัวอย่าง พยานหลักฐานที่สืบมาไม่พอฟังได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2482 อัยการหล่มสัก โจทก์ นายแถว คำแปล กับพวก จำเลย คดีปล้นทรัพย์ จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำเจ้าทรัพย์เข้าสืบเบิกความเพียงว่า คนร้ายที่มาปล้นนั้นบอกชื่อจำเลยว่าเป็นผู้บอกว่าเจ้าทรัพย์มีทรัพย์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์สืบให้เป็นที่พอใจศาลมิได้ ต้องยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5243/2544 (ส.4/182) พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายวรวุฒิ ราชวงศ์รัมย์ กับพวก จำเลย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้องว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ต้องสืบพยานให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์ จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมาเบิกความ แต่คำเบิกความดังกล่าวคงรับฟังได้เพียงว่าได้เป็นผู้จับกุมจำเลย ส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลอื่นเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ จึงมีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่นำมาใช้ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเป็นที่พอใจว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย คงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2545 (ส.2/105) พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายพินิจหรือนิด อุปปะดง จำเลย การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเพียงว่ามี ส. มาเบิกความว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 โดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิดให้แน่นอน เป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบได้ไม่ชัดเจน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง ประทีป อ่าววิจิตรกุล