คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2550 ฉบับเต็ม

#272664
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว โจทก์ นายประทุม พิมพ์โพธิ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 60, มาตรา 80, มาตรา 90, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 192 วรรคสอง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ส. กระสุนปืนถูก ส. และยังพลาดไปถูก อ. ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ส. และฐานพยายามฆ่า อ. โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่า ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นอาวุธยิงนายแสงอรุณ ไทยกลาง และเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ผู้เสียหาย 1 นัด จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายแสงอรุณ ไทยกลาง นายสุริยา รักท้วม พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด หรือโรงแรมบีบี ได้ชวนนายสมนึก ทวีกุล พนักงานในบริษัทเดียวกันไปพบจ่าสิบเอกอนุรักษ์ โพธิกะ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทดังกล่าวที่บริเวณหน้าห้องพักคนงานที่เกิดเหตุ มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ กับเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ภริยาและบุตรของจ่าสิบเอกอนุรักษ์นั่งอยู่ใกล้ ๆ ด้วย ได้มีการโต้เถียงกัน นายแสงอรุณผลักจ่าสิบเอกอนุรักษ์เซไปชนนายสุริยา ขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นยามเฝ้าวัสดุก่อสร้างของบริษัทโชคทวีวิศวกิจ จำกัด ที่รับประมูลก่อสร้างให้บริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุด้วย จำเลยเดินเข้ามาและมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนลูกซองถูกนายแสงอรุณที่แขนซ้าย 3 นัด ที่มือ 1 นัด กระสุนปืนฝังในและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ต้นขาซ้าย 1 นัด กระสุนปืนฝังในเช่นกัน พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุพบหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ยึดเป็นของกลางและออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุพยานนั่งพันสายไฟอยู่กับเด็กชายอดิศักดิ์หน้าห้องพักในที่เกิดเหตุ ส่วนนายแสงอรุณและนายสุริยานั่งพูดคุยอยู่กับจ่าสิบเอกอนุรักษ์สามีพยาน สักครู่หนึ่งมีเสียงพูดโต้ตอบกันดังขึ้น นายแสงอรุณดึงกระบองจะตีจ่าสิบเอกอนุรักษ์ พยานได้เข้าไปจับแขนนายแสงอรุณและร้องห้าม ขณะนั้นมีจำเลยเข้ามายังที่เกิดเหตุชักอาวุธปืนลูกซองสั้นจากเสื้อแจกเกตสีดำและยิงไปที่นายแสงอรุณ ปรากฏว่า กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณที่บริเวณฝ่ามือและกระสุนปืนยังถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ขาข้างซ้ายด้วย ขณะเกิดเหตุพยานอยู่ห่างจากจำเลยเพียงประมาณ 3 เมตร และมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้านีออนภายในและหน้าห้องพัก พยานมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เห็นว่า พยานปากนี้ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยอันควรจะสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความตามที่รู้เห็นจริง กับมีคำให้การของเด็กชายอดิศักดิ์ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 6 วันว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การพยานของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ประกอบกับจำเลยก็เบิกความรับว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยได้เข้าไปในที่เกิดเหตุจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสังสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงนายแสงอรุณได้รับอันตรายแก่กายและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ได้รับอันตรายแก่กายอีกคนหนึ่งด้วย ที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลยว่าเด็กชายอดิศักดิ์และนางชูศรีอยู่ในเหตุการณ์ชุลมุนที่จ่าสิบเอกอนุรักษ์ซึ่งเป็นบิดาและสามีถูกทำร้ายอยู่ ไม่น่าที่จะได้ทันสังเกตเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงชัดเจนนั้น เห็นว่า ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดหตุของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ขณะเกิดเหตุนางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์อยู่ทางด้านหน้าของนายแสงอรุณที่ได้โต้เถียงและจะเข้าไปทำร้ายจ่าสิบเอกอนุรักษ์ บุคคลทั้งสองก็ย่อมต้องให้ความสนใจหันหน้าไปมองดูทางนายแสงอรุณ ดังนั้น เหตุการณ์ที่คนร้ายเดินเข้ามาทางด้านหลังของนายแสงอรุณแล้วชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกมายิงจึงอยู่ในวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะมองเห็นได้ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้าทั้งในและหน้าห้องพักคนงานส่องสว่างอยู่ เชื่อว่านางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์มองเห็นและจำได้ชัดเจนว่าคนร้ายที่เข้ามาใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงในที่เกิดเหตุคือจำเลย ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยไม่เป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายแสงอรุณ กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณและยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายแสงอรุณและฐานพยายามฆ่าเด็กชายอดิศักดิ์โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ บุญชัด-พันวะสา บัวทอง) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272664
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016723"
    }
}
date
2550
deka_no
4166/2550
deka_running_no
4166
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ บุญชัด",
    "พันวะสา บัวทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 60",
            "ม. 80",
            "ม. 90",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประทุม พิมพ์โพธิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่า ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นอาวุธยิงนายแสงอรุณ ไทยกลาง และเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ผู้เสียหาย 1 นัด จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายแสงอรุณ ไทยกลาง นายสุริยา รักท้วม พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด หรือโรงแรมบีบี ได้ชวนนายสมนึก ทวีกุล พนักงานในบริษัทเดียวกันไปพบจ่าสิบเอกอนุรักษ์ โพธิกะ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทดังกล่าวที่บริเวณหน้าห้องพักคนงานที่เกิดเหตุ มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ กับเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ภริยาและบุตรของจ่าสิบเอกอนุรักษ์นั่งอยู่ใกล้ ๆ ด้วย ได้มีการโต้เถียงกัน นายแสงอรุณผลักจ่าสิบเอกอนุรักษ์เซไปชนนายสุริยา ขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นยามเฝ้าวัสดุก่อสร้างของบริษัทโชคทวีวิศวกิจ จำกัด ที่รับประมูลก่อสร้างให้บริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุด้วย จำเลยเดินเข้ามาและมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนลูกซองถูกนายแสงอรุณที่แขนซ้าย 3 นัด ที่มือ 1 นัด กระสุนปืนฝังในและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ต้นขาซ้าย 1 นัด กระสุนปืนฝังในเช่นกัน พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุพบหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ยึดเป็นของกลางและออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุพยานนั่งพันสายไฟอยู่กับเด็กชายอดิศักดิ์หน้าห้องพักในที่เกิดเหตุ ส่วนนายแสงอรุณและนายสุริยานั่งพูดคุยอยู่กับจ่าสิบเอกอนุรักษ์สามีพยาน สักครู่หนึ่งมีเสียงพูดโต้ตอบกันดังขึ้น นายแสงอรุณดึงกระบองจะตีจ่าสิบเอกอนุรักษ์ พยานได้เข้าไปจับแขนนายแสงอรุณและร้องห้าม ขณะนั้นมีจำเลยเข้ามายังที่เกิดเหตุชักอาวุธปืนลูกซองสั้นจากเสื้อแจกเกตสีดำและยิงไปที่นายแสงอรุณ ปรากฏว่า กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณที่บริเวณฝ่ามือและกระสุนปืนยังถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ขาข้างซ้ายด้วย ขณะเกิดเหตุพยานอยู่ห่างจากจำเลยเพียงประมาณ 3 เมตร และมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้านีออนภายในและหน้าห้องพัก พยานมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เห็นว่า พยานปากนี้ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยอันควรจะสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความตามที่รู้เห็นจริง กับมีคำให้การของเด็กชายอดิศักดิ์ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 6 วันว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การพยานของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ประกอบกับจำเลยก็เบิกความรับว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยได้เข้าไปในที่เกิดเหตุจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสังสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงนายแสงอรุณได้รับอันตรายแก่กายและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ได้รับอันตรายแก่กายอีกคนหนึ่งด้วย ที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลยว่าเด็กชายอดิศักดิ์และนางชูศรีอยู่ในเหตุการณ์ชุลมุนที่จ่าสิบเอกอนุรักษ์ซึ่งเป็นบิดาและสามีถูกทำร้ายอยู่ ไม่น่าที่จะได้ทันสังเกตเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงชัดเจนนั้น เห็นว่า ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดหตุของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ขณะเกิดเหตุนางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์อยู่ทางด้านหน้าของนายแสงอรุณที่ได้โต้เถียงและจะเข้าไปทำร้ายจ่าสิบเอกอนุรักษ์ บุคคลทั้งสองก็ย่อมต้องให้ความสนใจหันหน้าไปมองดูทางนายแสงอรุณ ดังนั้น เหตุการณ์ที่คนร้ายเดินเข้ามาทางด้านหลังของนายแสงอรุณแล้วชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกมายิงจึงอยู่ในวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะมองเห็นได้ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้าทั้งในและหน้าห้องพักคนงานส่องสว่างอยู่ เชื่อว่านางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์มองเห็นและจำได้ชัดเจนว่าคนร้ายที่เข้ามาใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงในที่เกิดเหตุคือจำเลย ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยไม่เป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายแสงอรุณ กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณและยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายแสงอรุณและฐานพยายามฆ่าเด็กชายอดิศักดิ์โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000683.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550