คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550 ฉบับเต็ม

#272678
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายทองใบ มีจันทร์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 24 (1) แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กัน คือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน คือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกัน โดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้และผู้รับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 (1) ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจาก ท. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ บ. ลักรถจักรยานยนต์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จาก บ. ที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายสมศักดิ์ ศรีสำราญ บิดาของนายภาณุวัฒน์ ศรีสำราญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 นายภาณุวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ไปหาพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันที่ตำบลบ้านโป่ง นายใบชาหรือดำ เกตุแก้ว ได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์ที่นายภาณุวัฒน์ใช้ขับขี่ขับไปที่บ้านนายใบชา เพื่อไปขอเงินมารดา โดยให้นายภาณุวัฒน์รอรับรถจักรยานยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันอีกแห่งหนึ่งที่หลังบ้านมารดาตนเนื่องจากเกรงว่ามารดาจะดุด่าตนที่มาขอเงินต่อหน้านายภาณุวัฒน์ แต่นายใบชาก็ไม่ได้กลับมา นายภาณุวัฒน์จึงต้องกลับไปแจ้งนายสมศักดิ์บิดาเรื่องรถจักรยานยนต์หายไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 จ่าสิบตำรวจสัญญา ลิบไพรวัลย์ จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่หายไปดังกล่าว และต่อมาจับกุมนายใบชาได้ จึงแจ้งให้นายสมศักดิ์และนายภาณุวัฒน์ทราบ คนทั้งสองยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ และนายภาณุวัฒน์ยืนยันว่า นายใบชาเป็นคนลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายใบชาในข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปที่จังหวัดราชบุรี จ่าสิบตำรวจสัญญาจับกุมจำเลยพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ที่จังหวัดนครปฐม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กันคือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกันคือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกันโดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้ และผู้รับของโจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 (1) ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายทองสุข รักภิรมย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นายใบชาลักรถจักรยานยนต์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายใบชาที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา สำหรับปัญหาเรื่องการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น...ฯลฯ... กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์โดยการซื้อมาจากคนร้ายในราคาที่ต่ำมากแสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยว่า จำเลยน่าจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางนั้นเป็นของคนร้าย คดีมีปัญหาต่อไปว่า ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการลักทรัพย์อย่างแพร่หลาย ทำให้คนร้ายสามารถทำลายหลักฐานในการลักทรัพย์ออกไปให้พ้นตนเอง ทั้งยังได้เงินทองหรือผลประโยชน์จากการลักทรัพย์ดังกล่าวอีก การรับของโจรของจำเลยจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้จำเลย แม้จำเลยประกอบอาชีพสุจริตไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัวต้องอุปการะเลี้ยงดู หรือการถูกจำคุกทำให้บุตรมีปมด้อย และถูกสังคมเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (นพวรรณ อินทรัมพรรย์-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-อร่าม เสนามนตรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272678
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017737"
    }
}
date
2550
deka_no
2455/2550
deka_running_no
2455
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "อร่าม เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 24 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทองใบ มีจันทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายสมศักดิ์ ศรีสำราญ บิดาของนายภาณุวัฒน์ ศรีสำราญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 นายภาณุวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ไปหาพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันที่ตำบลบ้านโป่ง นายใบชาหรือดำ เกตุแก้ว ได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์ที่นายภาณุวัฒน์ใช้ขับขี่ขับไปที่บ้านนายใบชา เพื่อไปขอเงินมารดา โดยให้นายภาณุวัฒน์รอรับรถจักรยานยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันอีกแห่งหนึ่งที่หลังบ้านมารดาตนเนื่องจากเกรงว่ามารดาจะดุด่าตนที่มาขอเงินต่อหน้านายภาณุวัฒน์ แต่นายใบชาก็ไม่ได้กลับมา นายภาณุวัฒน์จึงต้องกลับไปแจ้งนายสมศักดิ์บิดาเรื่องรถจักรยานยนต์หายไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 จ่าสิบตำรวจสัญญา ลิบไพรวัลย์ จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่หายไปดังกล่าว และต่อมาจับกุมนายใบชาได้ จึงแจ้งให้นายสมศักดิ์และนายภาณุวัฒน์ทราบ คนทั้งสองยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ และนายภาณุวัฒน์ยืนยันว่า นายใบชาเป็นคนลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายใบชาในข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปที่จังหวัดราชบุรี จ่าสิบตำรวจสัญญาจับกุมจำเลยพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ที่จังหวัดนครปฐม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กันคือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกันคือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกันโดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้ และผู้รับของโจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 (1) ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายทองสุข รักภิรมย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นายใบชาลักรถจักรยานยนต์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายใบชาที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา

สำหรับปัญหาเรื่องการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น...ฯลฯ... กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์โดยการซื้อมาจากคนร้ายในราคาที่ต่ำมากแสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยว่า จำเลยน่าจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางนั้นเป็นของคนร้าย คดีมีปัญหาต่อไปว่า ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการลักทรัพย์อย่างแพร่หลาย ทำให้คนร้ายสามารถทำลายหลักฐานในการลักทรัพย์ออกไปให้พ้นตนเอง ทั้งยังได้เงินทองหรือผลประโยชน์จากการลักทรัพย์ดังกล่าวอีก การรับของโจรของจำเลยจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้จำเลย แม้จำเลยประกอบอาชีพสุจริตไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัวต้องอุปการะเลี้ยงดู หรือการถูกจำคุกทำให้บุตรมีปมด้อย และถูกสังคมเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000692.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550