คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2550 ฉบับเต็ม

#272695
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2550 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ ผู้ซื้อทรัพย์ บริษัทเบนซ์นครปฐม จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6, มาตรา 146 คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ต่อมาในคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใดๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 72,211,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8214, 16036 และ 16043 ตำบลวังมะนาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 24,408,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้ามาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาชำระหนี้โจทก์ครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในราคา 29,860,000 บาท โดยนางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองในราคาที่ต่ำเกินไป เป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี และผู้ซื้อทรัพย์โดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดี พ.ศ.2522 เรื่องการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลาย ข้อ 58 กล่าวคือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้อนุญาตให้ขายทอดตลาด เนื่องจากในระหว่างการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครั้งที่ 5 ถึงที่ 6 เจ้าพนักงานบังคับให้งดการขายทอดตลาดเพราะจำเลยที่ 1 ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลย่อมตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ด้วยตนเอง จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวน แล้วสั่งใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้จนกระทั่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 11 วันที่ 15 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 29,860,000 บาท เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้ หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร" และมาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใดๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในปัญหาข้ออื่นและฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 (เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272695
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015513"
    }
}
date
2550
deka_no
5544/2550
deka_running_no
5544
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 309 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 146"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเบนซ์นครปฐม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 72,211,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8214, 16036 และ 16043 ตำบลวังมะนาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 24,408,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้ามาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาชำระหนี้โจทก์ครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในราคา 29,860,000 บาท โดยนางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองในราคาที่ต่ำเกินไป เป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี และผู้ซื้อทรัพย์โดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดี พ.ศ.2522 เรื่องการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลาย ข้อ 58 กล่าวคือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้อนุญาตให้ขายทอดตลาด เนื่องจากในระหว่างการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครั้งที่ 5 ถึงที่ 6 เจ้าพนักงานบังคับให้งดการขายทอดตลาดเพราะจำเลยที่ 1 ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลย่อมตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ด้วยตนเอง จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวน แล้วสั่งใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้จนกระทั่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 11 วันที่ 15 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 29,860,000 บาท เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้ หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร" และมาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใดๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในปัญหาข้ออื่นและฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000672.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550