คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2550 ฉบับเต็ม

#272755
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2550 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ นางเทียมตา สิงหะพันธ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 21 ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 18 กระทง เป็นโทษจำคุก 9 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการวางโทษเป็นปีทำให้จำเลยต้องรับโทษมากกว่าการวางโทษจำคุกเป็นเดือนตามบทบัญญัติดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเอง จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 18 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายในแต่ละรายเป็นกรรมเดียวกัน จึงต้องลงโทษจำเลยเพียง 2 กระทง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยแยกกระทงเรียงเป็นลำดับข้อรวม 36 กระทง มีใจความว่า จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยของบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด และใช้ใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยดังกล่าวอ้างแสดงต่อนายนคร ทองตา และนางเพ็ญศรี ขอนคำ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่นมิได้ จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยและใช้ใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยดังกล่าวอ้างแสดงต่อนายนคร 6 ครั้ง รวม 16 ฉบับ และนางเพ็ญศรี 2 ครั้ง รวม 2 ฉบับ เพื่อนำเงินไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเดียวเพื่อต้องการนำเงินไปชำระค่าเบี้ยประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายในแต่ละรายอันเป็นกรรมเดียวกัน อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลยอีก ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำนวณระยะเวลาจำคุกจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้น กำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 18 กระทง เป็นโทษจำคุก 9 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการวางโทษเป็นปีทำให้จำเลยต้องรับโทษมากกว่าการวางโทษจำคุกเป็นเดือนตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกจำเลยมีกำหนด 108 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 54 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์-บวร กุลทนันทน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272755
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015731"
    }
}
date
2550
deka_no
5347/2550
deka_running_no
5347
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์",
    "บวร กุลทนันทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 21"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดแพร่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเทียมตา สิงหะพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเอง จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 18 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายในแต่ละรายเป็นกรรมเดียวกัน จึงต้องลงโทษจำเลยเพียง 2 กระทง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยแยกกระทงเรียงเป็นลำดับข้อรวม 36 กระทง มีใจความว่า จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยของบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด และใช้ใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยดังกล่าวอ้างแสดงต่อนายนคร ทองตา และนางเพ็ญศรี ขอนคำ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่นมิได้ จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยและใช้ใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยดังกล่าวอ้างแสดงต่อนายนคร 6 ครั้ง รวม 16 ฉบับ และนางเพ็ญศรี 2 ครั้ง รวม 2 ฉบับ เพื่อนำเงินไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเดียวเพื่อต้องการนำเงินไปชำระค่าเบี้ยประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายในแต่ละรายอันเป็นกรรมเดียวกัน อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลยอีก ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำนวณระยะเวลาจำคุกจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้น กำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 18 กระทง เป็นโทษจำคุก 9 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการวางโทษเป็นปีทำให้จำเลยต้องรับโทษมากกว่าการวางโทษจำคุกเป็นเดือนตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกจำเลยมีกำหนด 108 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 54 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000674.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550