คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2550 ฉบับเต็ม

#272813
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2550 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นางเล็ก ช่วยบุญญะ ผู้ร้อง นายรัชฏะ วัฒนศักดิ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 196 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง ปัจจุบันรถยนต์บรรทุกของกลางอยู่ในความดูแลรักษาของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ โดยจอดทิ้งไว้ที่ลานสนามซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง หากจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยมิได้ติดเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องยนต์ และรถยนต์บรรทุกของกลางถูกทุบทำลายจนกระจกแตกทั้งคัน หากมิได้มีการดูแลรักษาที่ดีอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้ประกอบผู้ร้องต้องใช้รถยนต์บรรทุกของกลางในการประกอบอาชีพ ขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีโดยผู้ร้องยินยอมให้หลักประกัน โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี วันนัดไต่สวนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องเก็บรักษารถยนต์บรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบเป็นพยานหลักฐาน และพนักงานสอบสวนดูแลรักษารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นอย่างดี หากเก็บรักษาไว้กับพนักงานสอบสวนจะไม่ได้รับความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีได้ โดยตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยวางข้อกำหนดเงื่อนไขและหากผู้ร้องปฏิบัติผิดข้อกำหนดที่ศาลกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนศาลอาจจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิมและจะพิจารณาเกี่ยวกับหลักประกันตามที่ศาลจะเห็นสมควรแก่พฤติการณ์ วันฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องออกจากสารบบชั่วคราว โดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-1285 สงขลา ของกลาง ให้แก่ผู้ร้องและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีกกรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง" พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง (ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์-บวร กุลทนันทน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นกรณีคดีที่มีการกล่าวหาผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของจะต้องเลือกใช้ช่องทางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคท้าย ที่มีข้อยกเว้นให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ประกอบคดีเป็นอย่างอื่น โดยศาลอาจมีคำสั่งคืนให้แก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุด แต่หากเป็นกรณีคดีของผู้ต้องหาอยู่ในชั้นสอบสวน เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของ จะต้องเลือกใช้ช่องทางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85/1 ที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่ว่าคดีของผู้ต้องหาอยู่ในชั้นสั่งคดีของเจ้าพนักงานคนใดเป็นผู้พิจารณาสั่งคืนสิ่งของที่ถูกยึดไว้เพื่อใช้ชั่วคราว ในกรณีพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อนุญาต ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน และให้ศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด สำหรับปัญหาที่ผู้ร้องขอรับรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคำร้องขอให้คืนทรัพย์ของกลาง ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตและให้ผู้ร้องวางหลักประกันโดยได้ตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท และวางข้อกำหนดเงื่อนไข ดังนี้ 1. ห้ามมิให้ผู้ร้องทำการขาย ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนด้วยประการใดๆ สำหรับรถยนต์บรรทุกของกลางให้กับบุคคลภายนอก 2. ผู้ร้องจะต้องใช้ความระมัดระวัง สงวน รักษาทรัพย์สินของกลางไว้ เสมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง 3. ห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องนำไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวนำกลับไปใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่น หรือในลักษณะเดียวกันอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่บริเวณลานหอยเสียบ ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ ทั้งนี้ ปกติแล้วผู้ร้องน่าจะพอใจคำสั่งศาลชั้นต้น แต่เหตุที่ผู้ร้องต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ก็สืบเนื่องจากผู้ร้องเห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วางหลักประกันสูงเกินไป และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 195/2546 กระทำผิดตามฟ้อง จึงยังไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่นำรถยนต์ของผู้ร้องไปใช้ในการชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมายในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งห้ามไม่ให้นำไปใช้ในลักษณะเดียวกันตามคำสั่งของศาลได้กับทั้งการที่ศาลสั่งห้ามนำรถไปชุมนุมก็เป็นการสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ร้องจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในเรื่องหลักประกัน และข้อกำหนดที่เป็นภาระหนักแก่จำเลยมากเกินไปว่า อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี โดยตีราคาหลักประกันเพียงไม่น้อยกว่า 200,000 บาท และวางข้อกำหนดเงื่อนไขเป็นไปตามคำสั่งข้อ 1 และ 2 และแก้ไขเงื่อนไขข้อ 3 เป็นเพียงว่าห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางดังกล่าวนำกลับมาใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่น ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 อาคม รุ่งแจ้ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
272813
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015165"
    }
}
date
2550
deka_no
5994/2550
deka_running_no
5994
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์",
    "บวร กุลทนันทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 196"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางเล็ก ช่วยบุญญะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายรัชฏะ วัฒนศักดิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง ปัจจุบันรถยนต์บรรทุกของกลางอยู่ในความดูแลรักษาของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ โดยจอดทิ้งไว้ที่ลานสนามซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง หากจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยมิได้ติดเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องยนต์ และรถยนต์บรรทุกของกลางถูกทุบทำลายจนกระจกแตกทั้งคัน หากมิได้มีการดูแลรักษาที่ดีอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้ประกอบผู้ร้องต้องใช้รถยนต์บรรทุกของกลางในการประกอบอาชีพ ขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีโดยผู้ร้องยินยอมให้หลักประกัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี

วันนัดไต่สวนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องเก็บรักษารถยนต์บรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบเป็นพยานหลักฐาน และพนักงานสอบสวนดูแลรักษารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นอย่างดี หากเก็บรักษาไว้กับพนักงานสอบสวนจะไม่ได้รับความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีได้ โดยตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยวางข้อกำหนดเงื่อนไขและหากผู้ร้องปฏิบัติผิดข้อกำหนดที่ศาลกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนศาลอาจจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิมและจะพิจารณาเกี่ยวกับหลักประกันตามที่ศาลจะเห็นสมควรแก่พฤติการณ์

วันฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องออกจากสารบบชั่วคราว โดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-1285 สงขลา ของกลาง ให้แก่ผู้ร้องและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีกกรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นกรณีคดีที่มีการกล่าวหาผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของจะต้องเลือกใช้ช่องทางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคท้าย ที่มีข้อยกเว้นให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ประกอบคดีเป็นอย่างอื่น โดยศาลอาจมีคำสั่งคืนให้แก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุด แต่หากเป็นกรณีคดีของผู้ต้องหาอยู่ในชั้นสอบสวน เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของ จะต้องเลือกใช้ช่องทางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85/1 ที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่ว่าคดีของผู้ต้องหาอยู่ในชั้นสั่งคดีของเจ้าพนักงานคนใดเป็นผู้พิจารณาสั่งคืนสิ่งของที่ถูกยึดไว้เพื่อใช้ชั่วคราว ในกรณีพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อนุญาต ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน และให้ศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด สำหรับปัญหาที่ผู้ร้องขอรับรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคำร้องขอให้คืนทรัพย์ของกลาง ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตและให้ผู้ร้องวางหลักประกันโดยได้ตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท และวางข้อกำหนดเงื่อนไข ดังนี้ 1. ห้ามมิให้ผู้ร้องทำการขาย ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนด้วยประการใดๆ สำหรับรถยนต์บรรทุกของกลางให้กับบุคคลภายนอก 2. ผู้ร้องจะต้องใช้ความระมัดระวัง สงวน รักษาทรัพย์สินของกลางไว้ เสมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง 3. ห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องนำไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวนำกลับไปใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่น หรือในลักษณะเดียวกันอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่บริเวณลานหอยเสียบ ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ ทั้งนี้ ปกติแล้วผู้ร้องน่าจะพอใจคำสั่งศาลชั้นต้น แต่เหตุที่ผู้ร้องต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ก็สืบเนื่องจากผู้ร้องเห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วางหลักประกันสูงเกินไป และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 195/2546 กระทำผิดตามฟ้อง จึงยังไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่นำรถยนต์ของผู้ร้องไปใช้ในการชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมายในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งห้ามไม่ให้นำไปใช้ในลักษณะเดียวกันตามคำสั่งของศาลได้กับทั้งการที่ศาลสั่งห้ามนำรถไปชุมนุมก็เป็นการสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ร้องจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในเรื่องหลักประกัน และข้อกำหนดที่เป็นภาระหนักแก่จำเลยมากเกินไปว่า อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี โดยตีราคาหลักประกันเพียงไม่น้อยกว่า 200,000 บาท และวางข้อกำหนดเงื่อนไขเป็นไปตามคำสั่งข้อ 1 และ 2 และแก้ไขเงื่อนไขข้อ 3 เป็นเพียงว่าห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางดังกล่าวนำกลับมาใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่น ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 อาคม รุ่งแจ้ง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000669.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550