คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2550 ฉบับเต็ม

#273635
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2550 นางสาวพัฒชะลี สุระคาย โจทก์ นายนพรัตน์ สุวรรณกูล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปเพียง 1 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งระยะเวลาที่ขอขยายดังกล่าวประกอบกับเป็นการขอขยายเป็นครั้งแรกย่อมอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะคาดหมายว่าศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามขอ แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาน้อยกว่าที่ขอ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าการที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2 เพราะเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้เข้าพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายอื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 31 ธันว่าคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ครั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 มิใช่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ทั้งที่ตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยแต่เป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษ โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายในครั้งแรก เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงเป็นการไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ขอให้พิจารณาคำสั่งใหม่ อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และต่อมามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 แล้วพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ รวมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ของโจทก์ออกไปตามคำขอ กับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้โดยเห็นว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า นายจิระศักดิ์พยานที่โจทก์นำมาไต่สวนเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 พยานได้ไปติดต่อขอทราบคำสั่งศาลโดยเปิดสมุดที่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้บันทึกคำสั่งศาลดู พบว่าในช่องที่ต้องบันทึกคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่มีเพียงข้อความที่ประทับด้วยตรายางว่า "อนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ได้ถึงวันที่..." โดยไม่มีการระบุหรือกรอกวัน เดือน ปีที่อนุญาตไว้เหมือนคดีอื่น ทั้งพยานปากนี้ยังเบิกความยืนยันว่า ได้สอบถามนางสาวจิตราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ได้รับแจ้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามขอ ข้อเท็จจริงที่พยานปากนี้เบิกความดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจกท์ปากนายวัฒนา งอกขาว ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความที่นายจีระศักดิ์ทำงานอยู่แล้ว จำเลยเองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบพยานของตนให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งนางสาวจิตราเจ้าหน้าที่ศาลที่มาเบิกความเป็นพยานโจกท์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ปากนายจีระศักดิ์เบิกความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางตอนที่พยานปากดังกล่าวเบิกความมีผลกระทบถึงนางสาวจิตราโดยตรง เมื่อพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ก็พบว่าโจทก์ขอขยายระยะเวลาออกไปเพียง 1 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งระยะเวลาที่ขอขยายดังกล่าวประกอบกับเป็นการขอขยายเป็นครั้งแรกย่อมอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะคาดหมายว่าศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ทั้งเมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่โจทก์มายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ประกอบแล้วยิ่งทำให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือว่าการที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายะระยะเวลาได้ครั้งที่ 2 เพราะเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
273635
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017088"
    }
}
date
2550
deka_no
3399/2550
deka_running_no
3399
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพัฒชะลี สุระคาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพรัตน์ สุวรรณกูล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้เข้าพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายอื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 31 ธันว่าคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ครั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 มิใช่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ทั้งที่ตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยแต่เป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษ โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายในครั้งแรก เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงเป็นการไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ขอให้พิจารณาคำสั่งใหม่ อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และต่อมามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 แล้วพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ รวมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ของโจทก์ออกไปตามคำขอ กับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้โดยเห็นว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า นายจิระศักดิ์พยานที่โจทก์นำมาไต่สวนเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 พยานได้ไปติดต่อขอทราบคำสั่งศาลโดยเปิดสมุดที่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้บันทึกคำสั่งศาลดู พบว่าในช่องที่ต้องบันทึกคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่มีเพียงข้อความที่ประทับด้วยตรายางว่า "อนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ได้ถึงวันที่..." โดยไม่มีการระบุหรือกรอกวัน เดือน ปีที่อนุญาตไว้เหมือนคดีอื่น ทั้งพยานปากนี้ยังเบิกความยืนยันว่า ได้สอบถามนางสาวจิตราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ได้รับแจ้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามขอ ข้อเท็จจริงที่พยานปากนี้เบิกความดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจกท์ปากนายวัฒนา งอกขาว ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความที่นายจีระศักดิ์ทำงานอยู่แล้ว จำเลยเองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบพยานของตนให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งนางสาวจิตราเจ้าหน้าที่ศาลที่มาเบิกความเป็นพยานโจกท์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ปากนายจีระศักดิ์เบิกความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางตอนที่พยานปากดังกล่าวเบิกความมีผลกระทบถึงนางสาวจิตราโดยตรง เมื่อพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ก็พบว่าโจทก์ขอขยายระยะเวลาออกไปเพียง 1 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งระยะเวลาที่ขอขยายดังกล่าวประกอบกับเป็นการขอขยายเป็นครั้งแรกย่อมอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะคาดหมายว่าศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ทั้งเมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่โจทก์มายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ประกอบแล้วยิ่งทำให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือว่าการที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายะระยะเวลาได้ครั้งที่ 2 เพราะเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000686.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550