คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2550 ฉบับเต็ม

#273641
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายมนัสหรือเณร ทวีแก้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 56 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี มาตรา 4 แม้จำเลยจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีฯ ซึ่งให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายไพศาล คำกลิ่น ผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธมีดพร้า ซึ่งได้มีติดตัวไปด้วยฟันทำร้ายร่างกายพลทหารวรากร ชูมณี ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะด้านขวา 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเป็นบาดแผลฉีกขาดลึกถึงกะโหลกศีรษะต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (2) (3), 297 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8) ), 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหลักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาวุธมีดพร้า 1 เล่ม บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน แล้วใช้อาวุธมีดพร้าดังกล่าวฟันผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เป็นบาดแผลตั้งแต่ใต้หางคิ้วขวาตัดผ่านหูไปทางศีรษะด้านข้างยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นการข่มเหงรังแกผู้อื่น พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้จำเลยจะเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลในความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 แต่จำเลยพ้นโทษมาเมื่อปี 2538 จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วและจำเลยมีภาระต้องเสียงดูครอบครัว ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-บุญส่ง น้อยโสภณ-สิทธิชัย พรหมศร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
273641
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016843"
    }
}
date
2550
deka_no
3981/2550
deka_running_no
3981
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ",
    "สิทธิชัย พรหมศร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมนัสหรือเณร ทวีแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายไพศาล คำกลิ่น ผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธมีดพร้า ซึ่งได้มีติดตัวไปด้วยฟันทำร้ายร่างกายพลทหารวรากร ชูมณี ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะด้านขวา 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเป็นบาดแผลฉีกขาดลึกถึงกะโหลกศีรษะต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (2) (3), 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8) ), 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหลักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาวุธมีดพร้า 1 เล่ม บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน แล้วใช้อาวุธมีดพร้าดังกล่าวฟันผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เป็นบาดแผลตั้งแต่ใต้หางคิ้วขวาตัดผ่านหูไปทางศีรษะด้านข้างยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นการข่มเหงรังแกผู้อื่น พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้จำเลยจะเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลในความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 แต่จำเลยพ้นโทษมาเมื่อปี 2538 จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วและจำเลยมีภาระต้องเสียงดูครอบครัว ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000684.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550