คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2550 ฉบับเต็ม

#273675
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2550 บริษัทสยาม ออยล์ โปรดักส์ จำกัด โจทก์ บริษัทเอส พี ไอ แคนนิ่ง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 47, มาตรา 55 หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทมีแต่กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อในนามของโจทก์โดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ จึงถือไม่ได้ว่ากรรมการ 2 คนนั้นได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ด. ฟ้องคดีได้โดยชอบ ด. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีแทนโจทก์ ส่งผลให้ทนายความไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องในฐานะทนายโจทก์แทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 534,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 490,488 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด รายชื่อกรรมการและอำนาจกรรมการปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 คดีนี้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ เป็นผู้มาฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ ลงลายมือชื่อร่วมกับนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ หรือนายวีรเดช เกียรติศรีชาติ รวมกันเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท แต่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 คงมีแต่นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ และนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ ลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ จึงถือไม่ได้ว่านายชาคริต และนายวีระศักดิ์ ได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นายดนัยจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายวีรจักรให้เป็นทนายความฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ซึ่งส่งผลให้นายวีรจักรไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องในฐานะทนายโจทก์แทนโจทก์ได้ การที่นายวีรจักรได้ลงชื่อในฐานะเป็นโจทก์ในคำฟ้องโดยปราศจากอำนาจเช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความบกพร่องของการไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ลงในใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงความบกพร่องเล็กน้อยอีกทั้งบริษัทโจทก์ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาล มีผลเท่ากับโจทก์ได้ให้สัตยาบันในการฟ้องร้องและดำเนินคดีนี้กับจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรรมการของบริษัทเมื่อจะลงชื่อในนามของนิติบุคคลได้จะต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย จึงจะมีผลผูกพันโจทก์ การประทับตามสำคัญดังกล่าวย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลภายนอกสามารถแยกแยะได้ว่ากรณีใดกรรมการลงนามในนามส่วนตัวหรือกรณีใดกรรมการลงนามในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล การประทับตราสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือข้อบกพร่องเล็กน้อยอย่างที่โจทก์ได้อ้างมาในอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องดำเนินคดีนั้น ก็เป็นเพียงการเสียค่าขึ้นศาล แต่โจทก์มิได้ขอแก้ไขความบกพร่องของใบมอบอำนาจเดิมให้บริบูรณ์หรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มาใช้แทนที่ใบมอบอำนาจฉบับเดิมโดยสามารถร้องขอได้ตลอดเวลาในขณะที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษา แต่โจทก์ก็หาได้ดำเนินการขอแก้ไขหรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มายื่นต่อศาลไม่ การที่โจทก์เพียงแต่เสียค่าขึ้นศาลย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ไม่มีอำนาจฟ้องให้กลายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องไปได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนหลายคดีที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์นั้น ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (สมศักดิ์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
273675
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017739"
    }
}
date
2550
deka_no
2425/2550
deka_running_no
2425
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 47",
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสยาม ออยล์ โปรดักส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอส พี ไอ แคนนิ่ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 534,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 490,488 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด รายชื่อกรรมการและอำนาจกรรมการปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 คดีนี้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ เป็นผู้มาฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ ลงลายมือชื่อร่วมกับนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ หรือนายวีรเดช เกียรติศรีชาติ รวมกันเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท แต่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 คงมีแต่นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ และนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ ลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ จึงถือไม่ได้ว่านายชาคริต และนายวีระศักดิ์ ได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นายดนัยจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายวีรจักรให้เป็นทนายความฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ซึ่งส่งผลให้นายวีรจักรไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องในฐานะทนายโจทก์แทนโจทก์ได้ การที่นายวีรจักรได้ลงชื่อในฐานะเป็นโจทก์ในคำฟ้องโดยปราศจากอำนาจเช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความบกพร่องของการไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ลงในใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงความบกพร่องเล็กน้อยอีกทั้งบริษัทโจทก์ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาล มีผลเท่ากับโจทก์ได้ให้สัตยาบันในการฟ้องร้องและดำเนินคดีนี้กับจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรรมการของบริษัทเมื่อจะลงชื่อในนามของนิติบุคคลได้จะต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย จึงจะมีผลผูกพันโจทก์ การประทับตามสำคัญดังกล่าวย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลภายนอกสามารถแยกแยะได้ว่ากรณีใดกรรมการลงนามในนามส่วนตัวหรือกรณีใดกรรมการลงนามในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล การประทับตราสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือข้อบกพร่องเล็กน้อยอย่างที่โจทก์ได้อ้างมาในอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องดำเนินคดีนั้น ก็เป็นเพียงการเสียค่าขึ้นศาล แต่โจทก์มิได้ขอแก้ไขความบกพร่องของใบมอบอำนาจเดิมให้บริบูรณ์หรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มาใช้แทนที่ใบมอบอำนาจฉบับเดิมโดยสามารถร้องขอได้ตลอดเวลาในขณะที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษา แต่โจทก์ก็หาได้ดำเนินการขอแก้ไขหรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มายื่นต่อศาลไม่ การที่โจทก์เพียงแต่เสียค่าขึ้นศาลย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ไม่มีอำนาจฟ้องให้กลายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องไปได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนหลายคดีที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์นั้น ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000692.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550