คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2550 ฉบับเต็ม

#273690
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2550 นางน้ำค้าง พรมแสง โจทก์ นายสมนึก พรมแสง จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย, มาตรา 17, มาตรา 18, มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไป ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 240 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนด และรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยจำเลยไม่มีสิทธิ โจทก์คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินตามฟ้องจากนายอำนาจ กุลอภิญญ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลจังหวัดนครปฐมดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ ศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำพิพากษาคดีนี้ได้ ประกอบกับมาตรา 18 ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติว่า "ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น" ซึ่งคำว่าศาลยุติธรรมอื่นน่าจะหมายถึงศาลชำนัญพิเศษเท่านั้น ไม่รวมถึงศาลแขวงด้วย จึงมีคำสั่งไม่รับโอนคดีจากศาลจังหวัดนครปฐม จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดนครปฐมชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ศาลจังหวัดนครปฐมยังมิได้มีคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ไม่นำมาใช้กับกรณีนี้นั้น ไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดนครปฐมก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไปผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้และมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนั้นเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงนครปฐม ให้ศาลแขวงนครปฐมรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-บุญรอด ตันประเสริฐ-ชัชลิต ละเอียด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
273690
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018057"
    }
}
date
2550
deka_no
1966/2550
deka_running_no
1966
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "ชัชลิต ละเอียด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 16 วรรคท้าย",
            "ม. 17",
            "ม. 18",
            "ม. 25 วรรคหนึ่ง (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางน้ำค้าง พรมแสง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมนึก พรมแสง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 240 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนด และรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยจำเลยไม่มีสิทธิ โจทก์คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินตามฟ้องจากนายอำนาจ กุลอภิญญ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนครปฐมดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ ศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำพิพากษาคดีนี้ได้ ประกอบกับมาตรา 18 ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติว่า "ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น" ซึ่งคำว่าศาลยุติธรรมอื่นน่าจะหมายถึงศาลชำนัญพิเศษเท่านั้น ไม่รวมถึงศาลแขวงด้วย จึงมีคำสั่งไม่รับโอนคดีจากศาลจังหวัดนครปฐม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดนครปฐมชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ศาลจังหวัดนครปฐมยังมิได้มีคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ไม่นำมาใช้กับกรณีนี้นั้น ไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดนครปฐมก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไปผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้และมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนั้นเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงนครปฐม ให้ศาลแขวงนครปฐมรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000695.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550