คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4690/2543 ฉบับเต็ม

#33244
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4690/2543 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางศิริรัตน์ การะกูลหรือการะกุล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383 ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หมายความว่าไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราดังกล่าวตามสัญญาได้ดังนี้จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี โดยเริ่มแรกคิดเพียงร้อยละ 12.25 ต่อปีและต่อมาปรับเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้กลายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระเงินกู้ตามกำหนดงวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้นั้น หมายถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้วผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ19 ต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้นที่เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 19 ต่อปีไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 306,759.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 260,331.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49633 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายกพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับคือสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่หนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 มีใจความชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และหนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองก็มีใจความว่า ผู้จำนองตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเช่นกัน จากข้อสัญญาดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามสัญญาได้อยู่แล้ว ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี กล่าวคือเริ่มแรกคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี และต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้ซึ่งไม่ใช่เบี้ยปรับกลายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงตามสัญญากู้เงินข้อ 3 ที่มีใจความว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดในข้อ 1 เมื่อใดก็ได้นั้น หมายถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่ต้องชำระเป็นรายเดือนแล้วผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้น ที่เป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 19 ต่อปีไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 19 ต่อปีลงเหลือร้อยละ 16 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 306,759.48 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ยงยศ นิสภัครกุล-อภิศักดิ์ พรวชิราภา-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เบี้ยปรับมีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ที่เป็นการลงโทษลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรแก่เจ้าหนี้ โดยกำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่เจ้าหนี้ ปัญหาว่าข้อตกลงใดเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ดุลพินิจของศาลในการปรับลดจำนวนเงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ กล่าวคือ หากเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากลูกหนี้โดยอาศัยข้อตกลงที่เป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจปรับลดจำนวนเงินดังกล่าวลงได้ หากเห็นว่าเงินดังกล่าวสูงเกินส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ในทางกลับกันหากสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากลูกหนี้มิใช่ข้อตกลงที่เป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับลดจำนวนเงินดังกล่าวลงไม่ได้ ปัญหาเรื่องเบี้ยปรับมีความสับสนอย่างแยกกันไม่ออกกับปัญหาเรื่องการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินต่าง ๆ ปัญหาซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิมก่อนหน้าที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวต้องพิจารณาจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยในสัญญาฉบับนั้น ๆ ซึ่งอาจแยกข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยออกเป็น 2 กรณี คือ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ จะต้องนำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วมาเปรียบเทียบกัน หากการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วก็มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่ถ้าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัด เช่น ข้อตกลงให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ หรือ เอ็มอาร์อาร์ ต่อปี จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อยไป บางครั้งอาจเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ก็ได้ หรือในบางครั้งอัตราดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ หรือ เอ็มอาร์อาร์ ต่อปีในช่วงระยะเวลาหนึ่งอาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดของอีกช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ หากเป็นเช่นนี้แม้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดก็ตาม หรือบางครั้งอาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดของอีกช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม ก็จะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมิใช่เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วเพราะแม้ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้อยู่ในตัว จึงไม่ใช่เบี้ยปรับแต่อย่างใด มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในแนวนี้หลายเรื่อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2541 สัญญากู้เงินหรือสัญญาจำนองกำหนดให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แม้จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้นจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2541 สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรือดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนด และระบุด้วยว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสมโดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้สัญญากู้เงินยังระบุอีกว่า หากภายหลังวันทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ดังนั้น การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 18 ต่อปีเป็นร้อยละ 19 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่ศาลจะลดลงได้ตามมาตรา 383 การที่โจทก์ถือโอกาสปรับดอกเบี้ยดังกล่าวตอนที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก็เป็นเพียงวิธีการในการเรียกเอาชำระหนี้ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ทำให้สภาพของดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันมีอยู่แต่เดิมต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นเบี้ยปรับ โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับ เห็นได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนมีการผิดนัดชำระหนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับสำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนมีการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง และมีข้อสังเกตต่อไปว่าคดีนี้มีข้อตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเสียไปแต่อย่างใด การที่โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 19 ต่อปี จากเดิมที่คิดในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี ก็ไม่มีผลกระทบต่อการที่จะวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดนั่นเอง ข้อน่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ ช่วงระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นจากเดิมนั้น หากเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิมในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับอยู่แล้ว เพราะยังมิได้มีการผิดนัดชำระหนี้ แต่เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้วโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิม จึงเป็นภาพที่ซ้อนกันอยู่ว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เห็นว่าเป็นเบี้ยปรับได้ ปัญหาดังกล่าวนี้ขอให้วินิจฉัยโดยยึดถือหลักตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นกล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่จะเรียกได้โดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัด จึงมิใช่เบี้ยปรับแต่อย่างใด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนในช่วงเวลาที่มีการผิดนัดพอดีก็ตาม ข้อสังเกตเรื่องเบี้ยปรับอีกประการหนึ่งก็คือ หากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้ามีการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้ทั้งนี้เพราะเบี้ยปรับมีลักษณะเป็นเงินจำนวนหนึ่งนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้มีสิทธิคิดเอาจากลูกหนี้ได้ตามสัญญาอยู่แล้ว เงินจำนวนนี้เป็นมาตรการในการลงโทษลูกหนี้เมื่อผิดนัดชำระหนี้ การปรับลดจึงต้องปรับลดเฉพาะเงินจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่านั้น ซึ่งหากศาลปรับลดดอกเบี้ยลงต่ำกว่าเดิม ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิคิดเอาจากลูกหนี้ได้อยู่แล้วก่อนหน้ามีการผิดนัดชำระหนี้ ก็จะกลายเป็นว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้วจะได้รับประโยชน์มากกว่าเมื่อยังไม่มีการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ในการกำหนดมาตรการเรื่องเบี้ยปรับขึ้น ดังเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2541 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2541 ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีลูกหนี้ผิดนัดนั้นเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ยังไม่ถูกต้อง เพราะตามสัญญามีข้อตกลงชำระดอกเบี้ยตามปกติโดยไม่ผิดนัด ในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี และถ้าผิดนัดจึงจะคิดเพิ่มขึ้นจากนี้ ดังนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เกินจากร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี การลดลงจึงลดลงได้ต่ำสุดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี จะลดลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้ ทนงศักดิ์ดุลยกาญจน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
33244
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072802"
    }
}
date
2543
deka_no
4690/2543
deka_running_no
4690
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ยงยศ นิสภัครกุล",
    "อภิศักดิ์ พรวชิราภา",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 379",
            "ม. 383"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางศิริรัตน์ การะกูลหรือการะกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 306,759.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 260,331.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49633 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายกพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับคือสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่หนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 มีใจความชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และหนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองก็มีใจความว่า ผู้จำนองตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเช่นกัน จากข้อสัญญาดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามสัญญาได้อยู่แล้ว ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี กล่าวคือเริ่มแรกคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี และต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้ซึ่งไม่ใช่เบี้ยปรับกลายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงตามสัญญากู้เงินข้อ 3 ที่มีใจความว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดในข้อ 1 เมื่อใดก็ได้นั้น หมายถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่ต้องชำระเป็นรายเดือนแล้วผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้น ที่เป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 19 ต่อปีไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 19 ต่อปีลงเหลือร้อยละ 16 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 306,759.48 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เบี้ยปรับมีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ที่เป็นการลงโทษลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรแก่เจ้าหนี้ โดยกำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่เจ้าหนี้ ปัญหาว่าข้อตกลงใดเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ดุลพินิจของศาลในการปรับลดจำนวนเงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ กล่าวคือ หากเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากลูกหนี้โดยอาศัยข้อตกลงที่เป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจปรับลดจำนวนเงินดังกล่าวลงได้ หากเห็นว่าเงินดังกล่าวสูงเกินส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ในทางกลับกันหากสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากลูกหนี้มิใช่ข้อตกลงที่เป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับลดจำนวนเงินดังกล่าวลงไม่ได้ ปัญหาเรื่องเบี้ยปรับมีความสับสนอย่างแยกกันไม่ออกกับปัญหาเรื่องการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินต่าง ๆ ปัญหาซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิมก่อนหน้าที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวต้องพิจารณาจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยในสัญญาฉบับนั้น ๆ ซึ่งอาจแยกข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยออกเป็น 2 กรณี คือ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ จะต้องนำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วมาเปรียบเทียบกัน หากการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วก็มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่ถ้าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัด เช่น ข้อตกลงให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ หรือ เอ็มอาร์อาร์ ต่อปี จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อยไป บางครั้งอาจเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ก็ได้ หรือในบางครั้งอัตราดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ หรือ เอ็มอาร์อาร์ ต่อปีในช่วงระยะเวลาหนึ่งอาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดของอีกช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ หากเป็นเช่นนี้แม้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดก็ตาม หรือบางครั้งอาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดของอีกช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม ก็จะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมิใช่เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วเพราะแม้ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้อยู่ในตัว จึงไม่ใช่เบี้ยปรับแต่อย่างใด มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในแนวนี้หลายเรื่อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2541 สัญญากู้เงินหรือสัญญาจำนองกำหนดให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แม้จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้นจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2541 สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรือดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนด และระบุด้วยว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสมโดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้สัญญากู้เงินยังระบุอีกว่า หากภายหลังวันทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ดังนั้น การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 18 ต่อปีเป็นร้อยละ 19 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่ศาลจะลดลงได้ตามมาตรา 383 การที่โจทก์ถือโอกาสปรับดอกเบี้ยดังกล่าวตอนที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก็เป็นเพียงวิธีการในการเรียกเอาชำระหนี้ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ทำให้สภาพของดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันมีอยู่แต่เดิมต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นเบี้ยปรับ โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับ เห็นได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนมีการผิดนัดชำระหนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับสำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนมีการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง และมีข้อสังเกตต่อไปว่าคดีนี้มีข้อตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเสียไปแต่อย่างใด การที่โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 19 ต่อปี จากเดิมที่คิดในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี ก็ไม่มีผลกระทบต่อการที่จะวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยอำนาจตามข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดนั่นเอง ข้อน่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ ช่วงระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นจากเดิมนั้น หากเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิมในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับอยู่แล้ว เพราะยังมิได้มีการผิดนัดชำระหนี้ แต่เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้วโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิม จึงเป็นภาพที่ซ้อนกันอยู่ว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้แล้วหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เห็นว่าเป็นเบี้ยปรับได้ ปัญหาดังกล่าวนี้ขอให้วินิจฉัยโดยยึดถือหลักตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นกล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่จะเรียกได้โดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัดชำระหนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยก่อนการผิดนัด จึงมิใช่เบี้ยปรับแต่อย่างใด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนในช่วงเวลาที่มีการผิดนัดพอดีก็ตาม ข้อสังเกตเรื่องเบี้ยปรับอีกประการหนึ่งก็คือ หากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับแล้ว ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้ามีการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้ทั้งนี้เพราะเบี้ยปรับมีลักษณะเป็นเงินจำนวนหนึ่งนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้มีสิทธิคิดเอาจากลูกหนี้ได้ตามสัญญาอยู่แล้ว เงินจำนวนนี้เป็นมาตรการในการลงโทษลูกหนี้เมื่อผิดนัดชำระหนี้ การปรับลดจึงต้องปรับลดเฉพาะเงินจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่านั้น ซึ่งหากศาลปรับลดดอกเบี้ยลงต่ำกว่าเดิม ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิคิดเอาจากลูกหนี้ได้อยู่แล้วก่อนหน้ามีการผิดนัดชำระหนี้ ก็จะกลายเป็นว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้วจะได้รับประโยชน์มากกว่าเมื่อยังไม่มีการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ในการกำหนดมาตรการเรื่องเบี้ยปรับขึ้น ดังเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2541 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2541 ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีลูกหนี้ผิดนัดนั้นเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ยังไม่ถูกต้อง เพราะตามสัญญามีข้อตกลงชำระดอกเบี้ยตามปกติโดยไม่ผิดนัด ในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี และถ้าผิดนัดจึงจะคิดเพิ่มขึ้นจากนี้ ดังนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เกินจากร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี การลดลงจึงลดลงได้ต่ำสุดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี จะลดลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้ ทนงศักดิ์ดุลยกาญจน์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001188.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543