ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2543
พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดตรัง เอส ที กลการ
ผู้ร้อง
นายดม สังกาญจน์หรือสั่งการ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 36
ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. มาตรา 15
กำหนดเวลา "หนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ในการยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หมายถึงกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลาง แล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ และแม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดียังไม่ถึงที่สุด
เหตุเกิดในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลบังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์อยู่ จึงเป็นผู้มีอำนาจร้องขอคืนของกลางได้การที่ผู้ร้องยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนไปจากผู้ร้องและจะถือว่าผู้ร้องทำไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ซึ่งตามทางนำสืบก็มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) (7) (8) (ที่ถูกมาตรา 335(1) (7) (8) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุกคนละ 9 เดือน ริบรถจักรยานยนต์และถุงผ้าของกลาง ส่วนนกเขียวและกรงนกของกลางคืนเจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 2,500 บาทอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลยไว้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียนตรัง น - 1829 ของกลางได้ให้นางสาวละม่อม เกลี้ยงทิพย์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางราคา 42,400 บาท โดยผู้เช่าซื้อทั้งสองชำระเงินดาวน์จำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,200 บาท เป็นเวลา 27 เดือนระหว่างสัญญาจำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดคดีนี้ โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้มีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกินกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงเสนอคำขอต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด คำว่า "หนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด"หมายถึง กำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลาง แล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ดังที่โจทก์ฎีกาคดีนี้แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาคดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 การที่ผู้ร้องร้องขอคืนของกลางวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จึงเป็นการร้องขอต่อศาลภายใน 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางคืน แสดงว่าผู้ร้องใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลาง เห็นว่า เหตุเกิดในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลบังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์อยู่ จึงเป็นผู้มีอำนาจร้องขอคืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ การที่ผู้ร้องยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหาทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนไปจากผู้ร้อง และจะถือว่าผู้ร้องทำไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ซึ่งตามทางนำสืบก็มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-อภิศักดิ์ พรวชิราภา-ยงยศ นิสภัครกุล)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นั้นจะมีหลักเกณฑ์ว่า 1. ผู้ขอคืนของกลางต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง 2. มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด 3. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ปัญหาส่วนมากที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาก็คือ การที่ผู้ให้เช่าซื้อจะขอยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้นั้น จะต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต มิใช่เป็นการใช้สิทธิขอคืนของกลางแทนผู้เช่าซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิแทนผู้ที่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดนั่นเอง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ศาลฎีกาก็ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าการที่จะฟังว่าผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่นั้น อาจดูได้เป็น 2 แนว ดังนี้ 1. ผู้ให้เช่าซื้อขอคืนของกลางขณะที่ยังมิได้มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อซึ่งในกรณีนี้ก็ยังมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแยกออกเป็น 2 แนวทาง คือ ก. เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้เช่าซื้อมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด ศาลก็จะมีคำพิพากษาคืนของกลางให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 376/2542 ซึ่งวินิจฉัยว่าทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของจำเลย จึงน่าเชื่อว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด และที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหลังจากทราบว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำผิด จะถือว่าผู้ร้องทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง การยื่นคำร้องขอคืนของกลางจึงน่าเชื่อว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องเองผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้องได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7730/2540 ซึ่งวินิจฉัยว่าเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ร้องทั้งสองย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อหรือของกลางคืน หรือเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายตามข้อสัญญาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลสั่งริบทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อหรือของกลาง ผู้ร้องทั้งสองเลือกใช้สิทธิร้องขอคืนของกลาง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบหาได้เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้ออันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7323/2537 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงินค่าประจำงวดถึงสองงวดติดต่อกัน เจ้าของมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้โดยทันที และทางนำสืบของผู้ร้องที่ว่านายประสพชำระเงินค่าประจำงวดเพียงงวดเดียวแล้วไม่ชำระอีกจนรถยนต์กระบะของกลางถูกริบ อันเป็นการผิดนัดชำระเงินประจำงวดถึงสองงวดติดต่อกัน แต่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา เป็นที่เห็นได้ว่าเพื่อประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วน ซึ่งผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดจนกว่าสัญญาเช่าซื้อจะสิ้นสุดลงนั้น กรณีดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับความผิดทางอาญา หาถือได้ว่าผู้ร้องได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดไม่ ข. แม้ไม่เลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ให้เช่าซื้อขอคืนของกลางโดยไม่สุจริตหรือรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2534 ซึ่งวินิจฉัยว่านายนริศผู้เช่าซื้อเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้อง มีอาชีพรับจ้างบรรทุกทราย จำเลยเป็นคนขับรถยนต์บรรทุกของกลางนำรถไปบรรทุกทรายให้นายอนันต์น้องชายนายนริศพฤติการณ์เช่นนี้นายนริศจะอ้างว่าไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น ผู้ร้องยอมให้นายนริศใช้ชื่อผู้ร้องในการขอคืนของกลางคดีนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่นายนริศนั่นเอง การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา36 นั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องจะต้องกระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องมิใช่ผู้ขอคืนที่แท้จริง แต่เป็นการขอคืนเพื่อประโยชน์แก่นายนริศซึ่งรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดเช่นนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต กรณีไม่มีเหตุที่ศาลจะคืนให้ได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2531 วินิจฉัยว่าแม้สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 16 จะมีข้อความระบุไว้ว่า หากผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันให้ถือว่าสัญญานี้เลิกทันทีก็ตาม แต่การที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดสองงวดติดกันแล้วผู้ร้องยังยอมรับค่าเช่าซื้องวดแรกจากผู้เช่าซื้อหลังจากกำหนดเวลาตามสัญญาถึง 7 เดือนโดยมิได้เลิกสัญญาหรือยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืน แสดงว่าผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดเวลาที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญของสัญญา และไม่ประสงค์ที่จะเลิกสัญญาโดยอาศัยข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญา หรือติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใด ผู้ร้องเพียงแต่ติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อเท่านั้น ประกอบกับสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 9 ระบุว่าในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหาย หรือเสียหาย ไม่ว่าเหตุสุดวิสัยก็ดี หรือเหตุอื่นใดก็ดี ไม่ว่าด้วยความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าซื้อหรือไม่ก็ตาม ผู้เช่าซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินโดยเต็มจำนวนตามสัญญานี้ให้แก่เจ้าของ เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อตามสัญญาเท่านั้น ผู้ร้องจึงเพิกเฉยไม่บอกเลิกสัญญา ไม่ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนทั้ง ๆ ที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดตลอดมากว่า 20 งวด จนกระทั่งจำเลยนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดและถูกริบในคดีนี้ ผู้ร้องจึงมาขอรถยนต์ของกลางคันดังกล่าวคืน ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด จึงไม่อาจที่จะขอคืนรถยนต์ของกลางได้ 2. กรณีผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาหลังจากทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อถูกริบแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการขอคืนของกลางโดยไม่สุจริต เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2543 วินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้ร้องขอคืนของกลางโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งข้อนี้โดยผลของกฎหมายถือว่าการริบทรัพย์สินเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดหรือจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) ประกอบมาตรา 33(1) ฉะนั้น การคืนของกลางแก่เจ้าของทรัพย์ผู้สุจริตหรือผู้ที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดถือเป็นข้อยกเว้นอันจะต้องพิจารณาโดยเคร่งครัด เพราะเท่ากับเป็นการยกเว้นโทษดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไปด้วยในตัว เรื่องนี้เดิมผู้ร้องได้มอบการครอบครองรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยสัญญาเช่าซื้อเพื่อแสวงหากำไร ดังนั้น ความประสงค์หลักของผู้ร้องจึงอยู่ที่ราคาเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 ส่วนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวผู้ร้องมีเจตนาจะโอนให้แก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ระหว่างที่สัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปใช้ขับแข่งรถในทางอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายกรณีย่อมเป็นการประพฤติผิดสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 5 ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องแต่ฝ่ายเดียวตามสัญญาข้อ 6 โดยต้องชดใช้ราคาแห่งทรัพย์ตามสัญญาข้อ 12 ซึ่งตรงตามเจตจำนงของคู่สัญญา อีกทั้งยังทำให้การลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยที่ 1 เกิดประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุดังกล่าวหากผู้ร้องต้องการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริต และตามความประสงค์หลักในการทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางกับจำเลยที่ 1 ผู้ร้องก็ควรจะเรียกร้องเอาการชำระหนี้เรื่องราคาจากจำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วนดังสัญญาข้อ 12 ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนแรก หาควรที่จะเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์ของกลางอันอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ด้วยไม่ หรืออีกนัยหนึ่งนับเป็นการเบี่ยงเบนความมุ่งหมายในสัญญาเช่าซื้อไม่เรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประดุจดั่งเพื่อจะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้ ทั้ง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาข้อ 5 แล้วว่าไม่ให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด พฤติการณ์ของผู้ร้องเป็นการขอคืนของกลางโดยไม่สุจริต จึงไม่ชอบที่ผู้ร้องจะขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3992/2533 วินิจฉัยว่าเมื่อศาลพิพากษาริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว ผู้ร้องจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2531 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ปัญหามีว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย ร.5 ข้อ 12 จะมีข้อความว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันหรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป ให้สัญญาเช่าซื้อฉบับนี้เป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันทีซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้หมดสิ้นภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางบังอรไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดในสัญญาได้ จนในที่สุดผู้ร้องได้ทำบันทึกตามเอกสารหมาย ร.6ยินยอมให้นางบังอรขยายงวดผ่อนชำระค่าเช่าซื้อออกไปอีก 30 งวด จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2532 และลดจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จะต้องชำระต่องวดลงอีกด้วย แสดงว่าผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดเวลาที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญและไม่ประสงค์จะเลิกสัญญา นอกจากนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ข้อ 9 ยังระบุอีกว่าผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ แม้ว่ารถจะสูญหายถูกยึดหรืออายัดในระหว่างการเช่าซื้อ เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อเท่านั้น ผู้ร้องเพิ่งจะมาบอกเลิกสัญญาหลังจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของนางบังอรผู้เช่าซื้อนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกทรายมีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้อันเป็นความผิดและถูกริบ ผู้ร้องจึงมาขอรถยนต์บรรทุกของกลางคืนเพื่อประโยชน์ของนางบังอรผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย อีกทั้งผู้ร้องก็มิได้นำสืบให้เห็นด้วยว่าผู้เช่าซื้อมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อาจที่จะขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้ จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้เช่าซื้อรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลฎีกาจะพิพากษาให้คืนของกลางแก่ผู้ให้เช่าซื้อเสมอ ไม่ว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับจำเลยจะเลิกกันหรือไม่ แต่ถ้าปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิขอคืนของกลางโดยประสงค์ที่จะต้องการค่าเช่าซื้อมากกว่าทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน ศาลฎีกามักจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้ผู้ให้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับจำเลยแล้วก็ตาม ศาลฎีกาจะถือว่าผู้ให้เช่าซื้อมีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยและจะไม่คืนของกลางให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ วรณัฏฐ์สังข์ใหม่