คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2543 ฉบับเต็ม

#34197
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2543 พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง โจทก์ นาย สิงห์น้อย ชาวปลายนา หรือ ประสิทธิ์ เปาอินทร์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 143 การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเรียกและรับเงินไปจาก น. เป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่ น. ในคดีอาญาที่ น. ถูกฟ้องนั้น ครบองค์ประกอบตามผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ น. ก็ยังครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 143 แม้คำเบิกความของ น. ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่ น. ถูกฟ้อง ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกเงินจำนวน 20,000 บาท จากนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง และจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองเรียกเงินจำนวนดังกล่าวสำหรับตนเองและผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ โดยให้พิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้และนายนพรัตน์หลงเชื่อจะจ่ายให้ แต่ต่อรองเหลือเพียง 13,000 บาท โดยจ่ายงวดแรกเป็นเงิน 7,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ 1 มิใช่พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำงานในตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้รับมอบหมายให้สืบเสาะและพินิจในคดีที่นายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายในคดีอาญาหมายเลขที่ 1144/2540 ของศาลชั้นต้นส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโดยวินิจฉัยว่าเป็นผู้เรียกรับหรือยอมจะรับเงินจากนายนพรัตน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์อันเป็นความผิดตามฟ้อง ซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่โจทก์มีนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ นายบุญลือ พุ่มร่มไทรย์ บิดานายนพรัตน์และร้อยตำรวจโทสมนึก สุปิยะพาณิชย์ พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นพยานเบิกความประกอบกัน เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน และไม่มีเหตุอื่นที่จะร่วมกันสร้างพยานหลักฐานและมาเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามก็สอดคล้องกันในข้อสาระสำคัญ ประกอบกับลำดับของเหตุการณ์ก็เชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุผล อีกทั้งจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อเรียกรับเงินจากนายนพรัตน์และรายละเอียดอื่นสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสาม จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความตามที่รู้เห็นและประสบมาจริง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าจำเลยที่ 2 นำสำนวนการสืบเสาะนายนพรัตน์ไปทำที่บ้านเพราะมีงานมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 แอบนำสำนวนการสืบเสาะดังกล่าวไปเรียกร้องเอาเงินจากนายนพรัตน์โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยนั้น ก็มีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยทั้งสอง ทั้งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำให้การไว้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของนายนพรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์โดยอ้างว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาเพื่อให้พิจารณารอการลงโทษในคดีที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง นายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีดังกล่าวโดยเฉพาะไม่ได้ระบุว่าผู้พิพากษาสองท่าน ท่านหนึ่งท่านใดที่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีจะให้คุณให้โทษแก่นายนพรัตน์ได้ จึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ร่วมเรียกและรับเงินไปจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องนั้น ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายนพรัตน์ ก็ยังครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 143 อยู่นั่นเองดังนั้น แม้คำเบิกความของนายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมีฐานความผิดและรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุวัตร์ สุขเกษม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-วิบูลย์ มีอาสา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
34197
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069736"
    }
}
date
2543
deka_no
7695/2543
deka_running_no
7695
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุวัตร์ สุขเกษม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "วิบูลย์ มีอาสา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 143"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สิงห์น้อย ชาวปลายนา หรือ ประสิทธิ์ เปาอินทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกเงินจำนวน 20,000 บาท จากนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง และจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองเรียกเงินจำนวนดังกล่าวสำหรับตนเองและผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ โดยให้พิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้และนายนพรัตน์หลงเชื่อจะจ่ายให้ แต่ต่อรองเหลือเพียง 13,000 บาท โดยจ่ายงวดแรกเป็นเงิน 7,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ 1 มิใช่พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำงานในตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้รับมอบหมายให้สืบเสาะและพินิจในคดีที่นายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายในคดีอาญาหมายเลขที่ 1144/2540 ของศาลชั้นต้นส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโดยวินิจฉัยว่าเป็นผู้เรียกรับหรือยอมจะรับเงินจากนายนพรัตน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์อันเป็นความผิดตามฟ้อง ซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่โจทก์มีนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ นายบุญลือ พุ่มร่มไทรย์ บิดานายนพรัตน์และร้อยตำรวจโทสมนึก สุปิยะพาณิชย์ พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นพยานเบิกความประกอบกัน เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน และไม่มีเหตุอื่นที่จะร่วมกันสร้างพยานหลักฐานและมาเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามก็สอดคล้องกันในข้อสาระสำคัญ ประกอบกับลำดับของเหตุการณ์ก็เชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุผล อีกทั้งจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อเรียกรับเงินจากนายนพรัตน์และรายละเอียดอื่นสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสาม จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความตามที่รู้เห็นและประสบมาจริง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าจำเลยที่ 2 นำสำนวนการสืบเสาะนายนพรัตน์ไปทำที่บ้านเพราะมีงานมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 แอบนำสำนวนการสืบเสาะดังกล่าวไปเรียกร้องเอาเงินจากนายนพรัตน์โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยนั้น ก็มีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยทั้งสอง ทั้งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำให้การไว้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของนายนพรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์โดยอ้างว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาเพื่อให้พิจารณารอการลงโทษในคดีที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง นายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีดังกล่าวโดยเฉพาะไม่ได้ระบุว่าผู้พิพากษาสองท่าน ท่านหนึ่งท่านใดที่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีจะให้คุณให้โทษแก่นายนพรัตน์ได้ จึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ร่วมเรียกและรับเงินไปจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องนั้น ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายนพรัตน์ ก็ยังครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 143 อยู่นั่นเองดังนั้น แม้คำเบิกความของนายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมีฐานความผิดและรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001160.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543