คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4935/2543 ฉบับเต็ม

#34991
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4935/2543 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นาย ฝาก ตั้งสลุง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9), มาตรา 195, มาตรา 208 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89, มาตรา 116 โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบของกลาง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 89 จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรตามมาตรา 116 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 494 เม็ด โดยตรวจพิสูจน์จำนวน 292 เม็ด มีน้ำหนักรวม 22.046 กรัม คำนวณปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 3.349 กรัม และเป็นการมีไว้ในครอบครองเมื่อคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วเกินกว่า 0.500 กรัม ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน4 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท2 ฉบับ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เงินสด 305,241 บาท เครื่องคิดเลข1 เครื่อง ถุงพลาสติกสีขาว 63 ถุง ถุงพลาสติกสีเหลือง 5 ถุง ถุงพลาสติกสีขาวขอบแดง 90 ถุง อุปกรณ์ที่ใช้เสพวัตถุออกฤทธิ์ 4 อัน โทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง และถุงย่าม 1 ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62,89, 106, 106 ทวิ, 116 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 แต่เนื่องจากโทษทั้งสองบทเท่ากัน จึงลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุก 8 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุก 8 ปี เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้นำคำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 มารับฟังประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 2 นั้นไม่เหมาะสม อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (สมศักดิ์ เนตรมัย-กนก พรรณรักษา-ปรีดี รุ่งวิสัย) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
34991
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072453"
    }
}
date
2543
deka_no
4935/2543
deka_running_no
4935
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "กนก พรรณรักษา",
    "ปรีดี รุ่งวิสัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 186 (9)",
            "ม. 195",
            "ม. 208"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 89",
            "ม. 116"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ฝาก ตั้งสลุง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 494 เม็ด โดยตรวจพิสูจน์จำนวน 292 เม็ด มีน้ำหนักรวม 22.046 กรัม คำนวณปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 3.349 กรัม และเป็นการมีไว้ในครอบครองเมื่อคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วเกินกว่า 0.500 กรัม ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน4 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท2 ฉบับ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เงินสด 305,241 บาท เครื่องคิดเลข1 เครื่อง ถุงพลาสติกสีขาว 63 ถุง ถุงพลาสติกสีเหลือง 5 ถุง ถุงพลาสติกสีขาวขอบแดง 90 ถุง อุปกรณ์ที่ใช้เสพวัตถุออกฤทธิ์ 4 อัน โทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง และถุงย่าม 1 ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62,89, 106, 106 ทวิ, 116 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 แต่เนื่องจากโทษทั้งสองบทเท่ากัน จึงลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุก 8 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุก 8 ปี เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้นำคำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 มารับฟังประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 2 นั้นไม่เหมาะสม

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001185.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543