คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6922/2543 ฉบับเต็ม

#35018
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6922/2543 นาย สุชาติ บัวแสงจันทร์ โจทก์ นาย วิเชียร ตั้งวัฒนธรรม ผู้ร้อง นาง สุมาลี ต่วนสวัสดิ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้น ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วย ที่ผู้ร้องอ้างว่า ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยก็เป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 11,541,660บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53390 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นชดใช้จนครบถ้วนจำเลยให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี เนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยจำนองโจทก์ โดยติดจำนองไปด้วย หากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนองเกินความเป็นจริงจะทำให้ผู้ร้องได้รับผลในคดีด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้หรือผลแห่งคดีดังกล่าว และคดีไม่สะดวกที่จะให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้น ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยจึงเป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่งดังนี้ในชั้นนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) พิพากษายืน (ประชา ประสงค์จรรยา-วินัย วิมลเศรษฐ-สุรพล เจียมจูไร) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35018
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070711"
    }
}
date
2543
deka_no
6922/2543
deka_running_no
6922
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "วินัย วิมลเศรษฐ",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สุชาติ บัวแสงจันทร์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย วิเชียร ตั้งวัฒนธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง สุมาลี ต่วนสวัสดิ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 11,541,660บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53390 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นชดใช้จนครบถ้วนจำเลยให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี เนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยจำนองโจทก์ โดยติดจำนองไปด้วย หากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนองเกินความเป็นจริงจะทำให้ผู้ร้องได้รับผลในคดีด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้หรือผลแห่งคดีดังกล่าว และคดีไม่สะดวกที่จะให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้น ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยจึงเป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่งดังนี้ในชั้นนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001169.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543