คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022/2543 ฉบับเต็ม

#35034
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022/2543 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายสมศักดิ์ สาธุการ จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 28, มาตรา 243 ป.วิ.อ. มาตรา 226 บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหา จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28,243 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67), 102 จำคุก1 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 เดือน และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.03 กรัม บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 สิบตำรวจตรีพัฒนา หงษ์ทอง เป็นผู้ทำบันทึก ขณะเกิดเหตุสิบตำรวจตรีพัฒนาออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจกับพลตำรวจพงษ์ศาสตร์ จันนา แต่งกายในเครื่องแบบ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะพบจำเลยนั่งอยู่ริมถนนหน้าร้านขายเสื้อผ้าลักษณะมีพิรุธโดยเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมีอาการลุกลี้ลุกลนจึงขอตรวจค้น ขณะนั้นพลตำรวจชูเกียรติ จุงาม ผ่านมายืนดูอยู่ พลตำรวจพงษ์ศาสตร์ค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีน 1 หลอด อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย จำเลยรับว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง นำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่าน พลตำรวจพงษ์ศาสตร์กับพลตำรวจชูเกียรติต่างยืนยันว่าไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายจำเลยแต่ประการใด ร้อยตำรวจโทภิญโญ พวงทอง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่าซื้อเฮโรอีนจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่บริเวณสะพานคลองมอญในราคา 1 หลอด50 บาท แล้วซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ระหว่างเดินทางไปที่ถนนหลวงพ่อปานสาย 1 พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงถูกตรวจค้นและจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้อ่านใบแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบแล้วจึงให้ลงลายมือชื่อขณะรับตัวจำเลยไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย ไม่ได้รับแจ้งว่าถูกทำร้ายหรือถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 243 วรรคสอง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการขู่เข็ญหลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ แต่บันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 เกิดจากการบังคับขู่เข็ญทรมานใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า เมื่อพยานโจทก์ผู้จับจำเลยยืนยันว่า ชั้นจับกุมจำเลยรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 โดยมิได้บังคับ ขู่เข็ญ ทรมานหรือทำร้ายร่างกายจำเลยก็มิได้ถามค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น บันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมายจ.3 จำเลยก็รับว่าชื่อบิดาและมารดาตลอดจนชื่อผู้ใหญ่บ้านถูกต้อง นอกจากนั้นลักษณะวรรค ตอน และช่องลงลายมือชื่อก็เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไม่น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า ดังนั้น บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พิพากษายืน (สุมิตร สุภาดุลย์-ชวลิต ธรรมฤาชุ-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35034
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069305"
    }
}
date
2543
deka_no
8022/2543
deka_running_no
8022
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "ชวลิต ธรรมฤาชุ",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "sections": [
            "ม. 28",
            "ม. 243"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ สาธุการ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67), 102 จำคุก1 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 เดือน และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.03 กรัม บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 สิบตำรวจตรีพัฒนา หงษ์ทอง เป็นผู้ทำบันทึก ขณะเกิดเหตุสิบตำรวจตรีพัฒนาออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจกับพลตำรวจพงษ์ศาสตร์ จันนา แต่งกายในเครื่องแบบ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะพบจำเลยนั่งอยู่ริมถนนหน้าร้านขายเสื้อผ้าลักษณะมีพิรุธโดยเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมีอาการลุกลี้ลุกลนจึงขอตรวจค้น ขณะนั้นพลตำรวจชูเกียรติ จุงาม ผ่านมายืนดูอยู่ พลตำรวจพงษ์ศาสตร์ค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีน 1 หลอด อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย จำเลยรับว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง นำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่าน พลตำรวจพงษ์ศาสตร์กับพลตำรวจชูเกียรติต่างยืนยันว่าไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายจำเลยแต่ประการใด ร้อยตำรวจโทภิญโญ พวงทอง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่าซื้อเฮโรอีนจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่บริเวณสะพานคลองมอญในราคา 1 หลอด50 บาท แล้วซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ระหว่างเดินทางไปที่ถนนหลวงพ่อปานสาย 1 พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงถูกตรวจค้นและจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้อ่านใบแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบแล้วจึงให้ลงลายมือชื่อขณะรับตัวจำเลยไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย ไม่ได้รับแจ้งว่าถูกทำร้ายหรือถูกกลั่นแกล้ง

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 243 วรรคสอง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการขู่เข็ญหลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ แต่บันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 เกิดจากการบังคับขู่เข็ญทรมานใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า เมื่อพยานโจทก์ผู้จับจำเลยยืนยันว่า ชั้นจับกุมจำเลยรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 โดยมิได้บังคับ ขู่เข็ญ ทรมานหรือทำร้ายร่างกายจำเลยก็มิได้ถามค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น บันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมายจ.3 จำเลยก็รับว่าชื่อบิดาและมารดาตลอดจนชื่อผู้ใหญ่บ้านถูกต้อง นอกจากนั้นลักษณะวรรค ตอน และช่องลงลายมือชื่อก็เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไม่น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า ดังนั้น บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001156.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543