คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2544 ฉบับเต็ม

#35049
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2544 บริษัท เฟิสท์ เท็กซัส ลูบริเคติ้ง ออยล์ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิรินทร์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 229 จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็ครวม 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน526,248.80 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 498,976 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงให้ยื่นเข้ามาภายในวันที่ 7เมษายน 2541 ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การตามคำขอของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2541ครั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลเกี่ยวกับคำร้องที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การบางส่วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดวันที่ 18 พฤษภาคม2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ต้องยื่นเป็นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำเป็นคำร้องจึงไม่รับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาใหม่ให้ถูกต้องในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดสืบพยานโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ว่า กรณีไม่มีเหตุให้งดสืบพยานโจทก์ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วส่งศาลอุทธรณ์ต่อไปศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงฉบับดังกล่าวในวันที่ 15 มิถุนายน 2541 ว่ากรณีไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำแถลง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสามไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจสอบและแถลงเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ โดยให้แถลงภายใน 15 วัน และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21สิงหาคม 2541 ให้ประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสามทราบที่หน้าศาลแทนการส่งหมายวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงดังกล่าวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ว่า เสนอวันนี้เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2เป็นบุคคลคนเดียวกับตัวจำเลยที่ 3 ประกอบโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541จำเลยที่ 1 และที่ 2 (เป็นคนเดียวกับจำเลยที่ 3) ยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการอ่านคำพิพากษาและขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนับแต่กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เป็นต้นไป ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวในวันที่ 21 สิงหาคม 2541ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาว่าเสนอวันนี้ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านภายใน8 วัน นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคือวันที่ 9 สิงหาคม 2541(ประกาศหน้าศาลให้จำเลยทั้งสามทราบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541)ดังนั้นกรณีเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับแล้วศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 498,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกิน 27,272.80 บาทกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 3 ชอบหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่ศาลพิจารณาสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 18พฤษภาคม 2541 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้พิจารณาคดีใหม่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิเทพ ศิริพากย์-ระพินทร บรรจงศิลป-ชวลิต ศรีสง่า) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา อันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เช่นเดียวกับการชำระค่าธรรมเนียมศาลกล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้วผู้อุทธรณ์หรือฎีกายังต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นด้วย แต่เดิมเข้าใจกันว่า การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเฉพาะในเนื้อหาของคดีเท่านั้นที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ต่อมาได้มีแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่า แม้แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว ก็ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 229 ด้วย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2540 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของ ศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้สืบพยานต่อไปจำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนั้น จึงพอจะถือเป็นหลักปฏิบัติได้ว่า คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาของคดีหรือคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่มีคำขอให้ยกหรือกลับคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 ดังกล่าว ผลของการไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ทำให้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือหากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับไว้พิจารณา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2528,1400/2534)ซึ่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์รู้ดีอยู่แล้วว่าการยื่นอุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 แต่ไม่ปฏิบัติตาม หรือเป็นกรณีที่ขอขยายระยะเวลาในการวางเงิน แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตหรือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมที่ใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีจึงมีการคัดค้านและขึ้นสู่ศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานดังกล่าวแล้วว่า เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ คดีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ประเภท คือ (1) เป็นประเด็นโดยตรง ที่คู่ความโต้แย้งและคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น กล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลแต่ผู้อุทธรณ์โต้แย้งไม่ยอมปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์จึงอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นแบบอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างข้างต้น (2) ไม่มีประเด็นโต้แย้งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 229โดยตรง แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ปฏิบัติตามมาตรา 229 ครั้นคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจพบความบกพร่องดังกล่าว จึงยกขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและยกอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์โดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และไม่ให้โอกาสแก่ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลเสียก่อน คดีตามปัญหาประเภทหลัง แตกต่างจากคดีตามปัญหาประเภทแรกเพราะปัญหาประเภทแรกผู้อุทธรณ์หรือฎีการู้อยู่แล้วว่าการอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ปฏิบัติตามทั้งเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาประเภทหลังเป็นกรณีที่คู่ความไม่จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่รู้เฉพาะอย่างยิ่งตัวความย่อมขึ้นอยู่กับทนายความทั้งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นแล้ว ทนายความย่อมเข้าใจว่าเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาที่ชอบแล้ว คดีประเภทนี้หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่งยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีย่อมเป็นผลร้ายแก่คู่ความโดยที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกานั้นไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จริงอยู่แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตามแต่ก็น่าจะมีวิธีการที่จะให้โอกาสแก่คู่ความในกรณีดังกล่าวได้นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลเสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป หากผู้อุทธรณ์หรือฎีกาไม่ปฏิบัติตามจึงชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยคดีนั้น ทั้งนี้ วิธีปฏิบัติดังกล่าวก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2512 สนับสนุนอยู่ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ศาลขยายเวลาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันสุดท้ายที่อาจยื่นได้ โดยมิได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยในวันเดียวกัน วันนั้นเองศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางใน 7 วัน โจทก์นำมาชำระ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้แล้ว ศาลมีอำนาจขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีสมควรขยายเวลาให้ (อ้างฎีกาโดย มติที่ประชุมใหญ่ที่ 1706/2500)" การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ย่อมจะก่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบกลับเป็นผลดีแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งชนะคดีมากกว่า ทั้งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่จะกระทำได้โดยชอบ สุวรรณ ตระการพันธุ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35049
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068401"
    }
}
date
2544
deka_no
7/2544
deka_running_no
7
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "ชวลิต ศรีสง่า"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 229"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เฟิสท์ เท็กซัส ลูบริเคติ้ง ออยล์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิรินทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็ครวม 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน526,248.80 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 498,976 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงให้ยื่นเข้ามาภายในวันที่ 7เมษายน 2541 ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การตามคำขอของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2541ครั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลเกี่ยวกับคำร้องที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การบางส่วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดวันที่ 18 พฤษภาคม2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ต้องยื่นเป็นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำเป็นคำร้องจึงไม่รับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาใหม่ให้ถูกต้องในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดสืบพยานโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ว่า กรณีไม่มีเหตุให้งดสืบพยานโจทก์ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วส่งศาลอุทธรณ์ต่อไปศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงฉบับดังกล่าวในวันที่ 15 มิถุนายน 2541 ว่ากรณีไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำแถลง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสามไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจสอบและแถลงเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ โดยให้แถลงภายใน 15 วัน และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21สิงหาคม 2541 ให้ประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสามทราบที่หน้าศาลแทนการส่งหมายวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงดังกล่าวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ว่า เสนอวันนี้เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2เป็นบุคคลคนเดียวกับตัวจำเลยที่ 3 ประกอบโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541จำเลยที่ 1 และที่ 2 (เป็นคนเดียวกับจำเลยที่ 3) ยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการอ่านคำพิพากษาและขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนับแต่กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เป็นต้นไป ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวในวันที่ 21 สิงหาคม 2541ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาว่าเสนอวันนี้ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านภายใน8 วัน นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคือวันที่ 9 สิงหาคม 2541(ประกาศหน้าศาลให้จำเลยทั้งสามทราบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541)ดังนั้นกรณีเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับแล้วศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 498,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกิน 27,272.80 บาทกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 3 ชอบหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่ศาลพิจารณาสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 18พฤษภาคม 2541 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้พิจารณาคดีใหม่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา อันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เช่นเดียวกับการชำระค่าธรรมเนียมศาลกล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้วผู้อุทธรณ์หรือฎีกายังต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นด้วย แต่เดิมเข้าใจกันว่า การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเฉพาะในเนื้อหาของคดีเท่านั้นที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ต่อมาได้มีแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่า แม้แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว ก็ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 229 ด้วย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2540 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของ ศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้สืบพยานต่อไปจำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนั้น จึงพอจะถือเป็นหลักปฏิบัติได้ว่า คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาของคดีหรือคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่มีคำขอให้ยกหรือกลับคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 ดังกล่าว ผลของการไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ทำให้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือหากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับไว้พิจารณา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2528,1400/2534)ซึ่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์รู้ดีอยู่แล้วว่าการยื่นอุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 แต่ไม่ปฏิบัติตาม หรือเป็นกรณีที่ขอขยายระยะเวลาในการวางเงิน แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตหรือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมที่ใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล แต่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีจึงมีการคัดค้านและขึ้นสู่ศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานดังกล่าวแล้วว่า เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ คดีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ประเภท คือ (1) เป็นประเด็นโดยตรง ที่คู่ความโต้แย้งและคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น กล่าวคือ ในการยื่นอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลแต่ผู้อุทธรณ์โต้แย้งไม่ยอมปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์จึงอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นแบบอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างข้างต้น (2) ไม่มีประเด็นโต้แย้งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 229โดยตรง แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ปฏิบัติตามมาตรา 229 ครั้นคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจพบความบกพร่องดังกล่าว จึงยกขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและยกอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์โดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และไม่ให้โอกาสแก่ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลเสียก่อน คดีตามปัญหาประเภทหลัง แตกต่างจากคดีตามปัญหาประเภทแรกเพราะปัญหาประเภทแรกผู้อุทธรณ์หรือฎีการู้อยู่แล้วว่าการอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ปฏิบัติตามทั้งเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาประเภทหลังเป็นกรณีที่คู่ความไม่จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่รู้เฉพาะอย่างยิ่งตัวความย่อมขึ้นอยู่กับทนายความทั้งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นแล้ว ทนายความย่อมเข้าใจว่าเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาที่ชอบแล้ว คดีประเภทนี้หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่งยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีย่อมเป็นผลร้ายแก่คู่ความโดยที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกานั้นไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จริงอยู่แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตามแต่ก็น่าจะมีวิธีการที่จะให้โอกาสแก่คู่ความในกรณีดังกล่าวได้นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลเสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป หากผู้อุทธรณ์หรือฎีกาไม่ปฏิบัติตามจึงชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยคดีนั้น ทั้งนี้ วิธีปฏิบัติดังกล่าวก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2512 สนับสนุนอยู่ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ศาลขยายเวลาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันสุดท้ายที่อาจยื่นได้ โดยมิได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยในวันเดียวกัน วันนั้นเองศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางใน 7 วัน โจทก์นำมาชำระ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้แล้ว ศาลมีอำนาจขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีสมควรขยายเวลาให้ (อ้างฎีกาโดย มติที่ประชุมใหญ่ที่ 1706/2500)" การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ย่อมจะก่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบกลับเป็นผลดีแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งชนะคดีมากกว่า ทั้งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่จะกระทำได้โดยชอบ สุวรรณ ตระการพันธุ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001148.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544