คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543 ฉบับเต็ม

#35121
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย อุดมชัย แซ่ลี้ กับพวก จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 241 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน ดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้ถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยอ้างก็ตามก็ไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ด เช่นนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1กระทำความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติว่าในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้แต่ปรากฏว่าการสอบปากคำของจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541 ซึ่งมีร้อยตำรวจโทบุญรอด ชื่นจิตต์ เป็นพนักงานสอบสวน และการสอบปากคำเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ซึ่งมีพันตำรวจโทนิยม ฤกษ์นิยม เป็นพนักงานสอบสวนนั้น ร้อยตำรวจโทบุญรอดและพันตำรวจโทนิพนธ์มิได้แจ้งสิทธิดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าต้องการให้ทนายหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจเข้าร่วมการสอบปากคำหรือไม่ การสอบปากคำตามบันทึกคำให้การและตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติม จึงขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตกเป็นโมฆะและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน ดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ถามจำเลยที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง แต่อย่างใด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พินิจ เพชรรุ่ง-สุรพล เจียมจูไร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 243"บุคคลย่อมมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา" สิทธิดังกล่าวนี้ตรงกับที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าPrivilegeagainstself-incrimination ดังปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศ เช่น ในมาตรา 5(แก้ไขเพิ่มเติม)(TheFifthAmendment) ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นต้น เมื่อบุคคลตกเป็นผู้ต้องหาและถูกสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนสิทธิดังกล่าวได้รับความกระทบกระเทือนมากที่สุด จึงต้องมี "ผู้พิทักษ์สิทธิ"ซึ่งทนายความเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะคอยปกป้องสิทธิให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา รัฐธรรมนูญมาตรา 241 วรรคสอง จึงบัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความ เข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ตามรัฐธรรมนูญบุคคลจึงมี "สิทธิ" ที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา และมี "ผู้พิทักษ์สิทธิ" ดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิดังกล่าว ผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากจึงไม่ทราบถึงสิทธิพื้นฐานที่สำคัญดังกล่าว ดังเช่นผู้ต้องหาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543 นี้ รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 บัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิดังกล่าว โดยใช้ถ้อยคำเพียงแต่ว่า "Nopersonshallbecompelledinanycriminalcasetobeawitnessagainsthimself"อย่างไรก็ตามศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีที่รู้จักกันแพร่หลายและอ้างอิงกันโดยทั่วไป กล่าวคือคดี "Mirandav.Arizona"384U.S.436(1966) โดยการตีความรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 ว่าสิทธิของบุคคลที่ไม่อาจถูกบังคับให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนเองถูกฟ้องคดีอาญานั้น ถูกกระทบกระเทือนทันทีที่มีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ด้วยเหตุนี้พนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบ 4 ข้อด้วยกันซึ่งหลังจากแจ้งแล้วหากผู้ต้องหายังประสงค์จะให้ถ้อยคำแก่พนักงานสอบสวนอยู่อีกก็จะถือว่ามีการ"บังคับ" ให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองไม่ได้ พนักงานสอบสวนในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบดังนี้ 1. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การใด ๆ เลยก็ได้ 2. ถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวออกมาอาจใช้เป็นพยานยันแก่ผู้ต้องหาในชั้นศาลได้ 3. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายความอยู่ร่วมด้วยในระหว่างการสอบสวน 4. หากผู้ต้องหาไม่สามารถจัดหาทนายความได้เอง จะมีการแต่งตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวนถ้าผู้ต้องหามีความประสงค์เช่นนั้น มีข้อสังเกตว่าศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรง การแจ้ง 4 ข้อข้างต้นนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งควบคู่กับสิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองเพราะหากไม่มีการแจ้งสิทธินี้ก็ไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองและอาจถูกล่วงละเมิดได้ ในเรื่องการแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิที่จะมีทนายอยู่ร่วมด้วยในขณะสอบสวนในประเทศไทยนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งคณะกรรมการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ดังนี้ มาตรา 134 ตรี "ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า 1. ผู้ต้องหามีสิทธิจะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในชั้นพิจารณาคดีได้และ 2. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายอยู่ร่วมด้วยและปรึกษาทนายตามมาตรา 134 ทวิ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาอย่างกว้างขวางมากขึ้น คดีซึ่งมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายในทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้ก็คงมีมากขึ้นตามไปด้วยศาลก็คงจะต้องวินิจฉัยวางบรรทัดฐานไว้ว่าการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาจะมีผลในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างไร เช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่ามีทนายความหรือไม่ โดยให้ถามก่อนเริ่มถามคำให้การหากพนักงานสอบสวนไม่ถามและผู้ต้องหาดังกล่าวก็ไม่ทราบถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคสองที่จะให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ หากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยผู้ต้องหาดังกล่าวไม่มีทนายความเข้าฟัง แม้การสอบสวนจะไม่มีการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับแต่อย่างใดและแม้พนักงานสอบสวนเตือนผู้ต้องหาแล้วว่าถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเข้าในการพิจารณาได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จะมีผลในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างไร กล่าวคือศาลจะถือว่าการสอบสวนไม่ชอบอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้อง แต่ไม่ "รับฟัง" คำรับสารภาพโดยถือว่าเป็นถ้อยคำของบุคคล(ผู้ต้องหา) ซึ่งเกิดจากการ "กระทำโดยมิชอบประการใด ๆ" ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 243 วรรคสอง ห้ามมิให้รับฟังโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็บัญญัติสอดคล้องกัน หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ศาลก็ต้องยกฟ้องหากวินิจฉัยว่าอัยการมีอำนาจฟ้อง แต่คำรับสารภาพรับฟัง "ไม่ได้" ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลต้องยกฟ้อง ศาลอาจลงโทษจำเลยก็ได้หากมีพยานอื่น ๆเพียงพอที่จะทำให้ศาลลงโทษได้ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2474ซึ่งข้อเท็จจริงคือจำเลยรับสารภาพในฐานะผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนว่าปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ในการพิจารณาคดีปล้นทรัพย์ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและต่อสู้ว่าคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นคำรับสารภาพโดยไม่สมัครใจเพราะพนักงานสอบสวนแนะนำว่าหากสารภาพจะกันเป็นพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำรับสารภาพรับฟังไม่ได้แต่โจทก์มีพยานบุคคลอื่น ๆ ประกอบและจำเลยเองขณะเป็นผู้ต้องหาก็ยังเคยนำพนักงานสอบสวนไปค้นได้ของกลางคืนด้วย ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ประเด็นที่น่าติดตามก็คือ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมีผลให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือจะถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้องแต่ "ไม่รับฟัง" คำรับสารภาพของผู้ต้องหา บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีความศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อมีสภาพบังคับที่เด็ดขาดในกรณีที่มีการล่วงละเมิดบทบัญญัตินั้น สภาพบังคับนอกจากตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องละเมิดแล้ว สภาพบังคับที่สำคัญคือ สภาพบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งศาลมีทางเลือกที่จะวินิจฉัยว่า การสอบสวนไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้องแต่ไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำโดยมิชอบของเจ้าพนักงาน เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35121
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082073127"
    }
}
date
2543
deka_no
4529/2543
deka_running_no
4529
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "sections": [
            "ม. 241"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อุดมชัย แซ่ลี้ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ด เช่นนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1กระทำความผิดตามฟ้อง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติว่าในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้แต่ปรากฏว่าการสอบปากคำของจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541 ซึ่งมีร้อยตำรวจโทบุญรอด ชื่นจิตต์ เป็นพนักงานสอบสวน และการสอบปากคำเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ซึ่งมีพันตำรวจโทนิยม ฤกษ์นิยม เป็นพนักงานสอบสวนนั้น ร้อยตำรวจโทบุญรอดและพันตำรวจโทนิพนธ์มิได้แจ้งสิทธิดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าต้องการให้ทนายหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจเข้าร่วมการสอบปากคำหรือไม่ การสอบปากคำตามบันทึกคำให้การและตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติม จึงขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตกเป็นโมฆะและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน ดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ถามจำเลยที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง แต่อย่างใด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 243"บุคคลย่อมมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา" สิทธิดังกล่าวนี้ตรงกับที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าPrivilegeagainstself-incrimination ดังปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศ เช่น ในมาตรา 5(แก้ไขเพิ่มเติม)(TheFifthAmendment) ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นต้น เมื่อบุคคลตกเป็นผู้ต้องหาและถูกสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนสิทธิดังกล่าวได้รับความกระทบกระเทือนมากที่สุด จึงต้องมี "ผู้พิทักษ์สิทธิ"ซึ่งทนายความเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะคอยปกป้องสิทธิให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา รัฐธรรมนูญมาตรา 241 วรรคสอง จึงบัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความ เข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ตามรัฐธรรมนูญบุคคลจึงมี "สิทธิ" ที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา และมี "ผู้พิทักษ์สิทธิ" ดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิดังกล่าว ผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากจึงไม่ทราบถึงสิทธิพื้นฐานที่สำคัญดังกล่าว ดังเช่นผู้ต้องหาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543 นี้ รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 บัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิดังกล่าว โดยใช้ถ้อยคำเพียงแต่ว่า "Nopersonshallbecompelledinanycriminalcasetobeawitnessagainsthimself"อย่างไรก็ตามศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีที่รู้จักกันแพร่หลายและอ้างอิงกันโดยทั่วไป กล่าวคือคดี "Mirandav.Arizona"384U.S.436(1966) โดยการตีความรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 ว่าสิทธิของบุคคลที่ไม่อาจถูกบังคับให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนเองถูกฟ้องคดีอาญานั้น ถูกกระทบกระเทือนทันทีที่มีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ด้วยเหตุนี้พนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบ 4 ข้อด้วยกันซึ่งหลังจากแจ้งแล้วหากผู้ต้องหายังประสงค์จะให้ถ้อยคำแก่พนักงานสอบสวนอยู่อีกก็จะถือว่ามีการ"บังคับ" ให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองไม่ได้ พนักงานสอบสวนในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบดังนี้ 1. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การใด ๆ เลยก็ได้ 2. ถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวออกมาอาจใช้เป็นพยานยันแก่ผู้ต้องหาในชั้นศาลได้ 3. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายความอยู่ร่วมด้วยในระหว่างการสอบสวน 4. หากผู้ต้องหาไม่สามารถจัดหาทนายความได้เอง จะมีการแต่งตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวนถ้าผู้ต้องหามีความประสงค์เช่นนั้น มีข้อสังเกตว่าศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรง การแจ้ง 4 ข้อข้างต้นนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งควบคู่กับสิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองเพราะหากไม่มีการแจ้งสิทธินี้ก็ไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองและอาจถูกล่วงละเมิดได้ ในเรื่องการแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิที่จะมีทนายอยู่ร่วมด้วยในขณะสอบสวนในประเทศไทยนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งคณะกรรมการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ดังนี้ มาตรา 134 ตรี "ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า 1. ผู้ต้องหามีสิทธิจะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในชั้นพิจารณาคดีได้และ 2. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายอยู่ร่วมด้วยและปรึกษาทนายตามมาตรา 134 ทวิ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาอย่างกว้างขวางมากขึ้น คดีซึ่งมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายในทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้ก็คงมีมากขึ้นตามไปด้วยศาลก็คงจะต้องวินิจฉัยวางบรรทัดฐานไว้ว่าการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาจะมีผลในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างไร เช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่ามีทนายความหรือไม่ โดยให้ถามก่อนเริ่มถามคำให้การหากพนักงานสอบสวนไม่ถามและผู้ต้องหาดังกล่าวก็ไม่ทราบถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคสองที่จะให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ หากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยผู้ต้องหาดังกล่าวไม่มีทนายความเข้าฟัง แม้การสอบสวนจะไม่มีการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับแต่อย่างใดและแม้พนักงานสอบสวนเตือนผู้ต้องหาแล้วว่าถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเข้าในการพิจารณาได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จะมีผลในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างไร กล่าวคือศาลจะถือว่าการสอบสวนไม่ชอบอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้อง แต่ไม่ "รับฟัง" คำรับสารภาพโดยถือว่าเป็นถ้อยคำของบุคคล(ผู้ต้องหา) ซึ่งเกิดจากการ "กระทำโดยมิชอบประการใด ๆ" ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 243 วรรคสอง ห้ามมิให้รับฟังโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็บัญญัติสอดคล้องกัน หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ศาลก็ต้องยกฟ้องหากวินิจฉัยว่าอัยการมีอำนาจฟ้อง แต่คำรับสารภาพรับฟัง "ไม่ได้" ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลต้องยกฟ้อง ศาลอาจลงโทษจำเลยก็ได้หากมีพยานอื่น ๆเพียงพอที่จะทำให้ศาลลงโทษได้ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2474ซึ่งข้อเท็จจริงคือจำเลยรับสารภาพในฐานะผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนว่าปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ในการพิจารณาคดีปล้นทรัพย์ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและต่อสู้ว่าคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นคำรับสารภาพโดยไม่สมัครใจเพราะพนักงานสอบสวนแนะนำว่าหากสารภาพจะกันเป็นพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำรับสารภาพรับฟังไม่ได้แต่โจทก์มีพยานบุคคลอื่น ๆ ประกอบและจำเลยเองขณะเป็นผู้ต้องหาก็ยังเคยนำพนักงานสอบสวนไปค้นได้ของกลางคืนด้วย ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ประเด็นที่น่าติดตามก็คือ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมีผลให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือจะถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้องแต่ "ไม่รับฟัง" คำรับสารภาพของผู้ต้องหา บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีความศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อมีสภาพบังคับที่เด็ดขาดในกรณีที่มีการล่วงละเมิดบทบัญญัตินั้น สภาพบังคับนอกจากตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องละเมิดแล้ว สภาพบังคับที่สำคัญคือ สภาพบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งศาลมีทางเลือกที่จะวินิจฉัยว่า การสอบสวนไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือถือว่าอัยการมีอำนาจฟ้องแต่ไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำโดยมิชอบของเจ้าพนักงาน เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001191.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543